Skip to content

UI-TARS AI Agent ควบคุมคอมพิวเตอร์ได้จริง: ใช้ทำอะไรคุ้มไหม

UI-TARS ฟรี AI Agent ที่ควบคุมคอมเราได้จริง ใช้ทำงานอะไรคุ้มบ้าง

UI-TARS AI Agent ควบคุมคอมพิวเตอร์ได้จริง: ใช้ทำอะไรคุ้มไหม
เผยแพร่:
สรุปจากคลิป ดูคลิปต้นฉบับ

UI-TARS ฟรี AI Agent ที่ควบคุมคอมเราได้จริง ใช้ทำงานอะไรคุ้มบ้าง

video thumbnail for

ถ้า AI แค่ตอบคำถามในแชตยังไม่พอสำหรับงานของเรา เครื่องมือกลุ่มใหม่กำลังขยับไปอีกขั้น คือไม่ใช่แค่ “แนะนำว่าต้องทำอะไร” แต่ลงมือคลิก พิมพ์ เปิดโปรแกรม และทำงานบนเดสก์ท็อปจริงแทนเราได้เลย นี่คือเหตุผลที่ UI-TARS น่าสนใจมากสำหรับคนทำงานและเจ้าของธุรกิจที่ต้องเจอกับงานซ้ำๆ ทุกวัน

จากคลิปของช่อง Julian Goldie SEO ประเด็นหลักไม่ใช่แค่ว่า UI-TARS เป็น AI agent ฟรีและโอเพนซอร์ส แต่คือมันสะท้อนทิศทางใหม่ของการทำงานกับคอมพิวเตอร์ เราอาจกำลังเข้าสู่ช่วงที่ “การสั่งงานด้วยภาษา” เริ่มแทน “การกดทุกอย่างเอง” ได้จริง บทความนี้จะสรุปว่า UI-TARS คืออะไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง ข้อดีข้อจำกัดอยู่ตรงไหน และถ้าจะเอามาใช้กับธุรกิจไทย เราควรเริ่มยังไงให้คุ้มที่สุด

สารบัญ

Step 1: ทำความเข้าใจก่อนว่า UI-TARS คืออะไร

UI-TARS เป็น AI agent แบบ vision-language model ที่พัฒนาโดย ByteDance ร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย และปล่อยเป็นโปรเจกต์โอเพนซอร์สบน GitHub จุดสำคัญคือมัน “มองเห็นหน้าจอ” แล้วตัดสินใจได้ว่าจะต้องคลิกตรงไหน พิมพ์อะไร เลื่อนจออย่างไร เพื่อให้ภารกิจสำเร็จ

ความต่างจาก AI ทั่วไปอยู่ตรงนี้ AI ส่วนใหญ่ยังทำงานอยู่ในกรอบของแชต เว็บ หรือ integration ที่เตรียมไว้แล้ว แต่ UI-TARS ทำงานบนคอมจริงของเรา ใช้เมาส์จริง คีย์บอร์ดจริง และเข้าไปทำงานในแอปจริง ไม่ว่าจะเป็น browser, โปรแกรมสำนักงาน, เครื่องมือภายในองค์กร หรือซอฟต์แวร์เก่าที่แทบไม่มี API ให้เชื่อมต่อ

มุมที่น่าสนใจมากคือ ถ้ามองในเชิงธุรกิจ นี่เท่ากับ AI ไม่ได้จำกัดอยู่กับระบบใหม่เท่านั้น แต่เริ่มแตะระบบเก่าที่องค์กรใช้กันอยู่มานานได้ด้วย ซึ่งเป็น pain point ใหญ่ของหลายบริษัท โดยเฉพาะธุรกิจไทยที่ยังมี workflow ปะปนกันระหว่างเว็บใหม่ ไฟล์ Excel โปรแกรมเฉพาะทาง และระบบหลังบ้านที่สร้างมานานแล้ว

หน้ารวม README ของโปรเจกต์ TARS บน GitHub พร้อมอธิบาย Agent TARS และ UI-TARS Desktop

ในคลิปยังพูดถึงผลทดสอบว่า UI-TARS ทำคะแนนได้ดีกว่า GPT-4o และ Claude ในหลาย benchmark ที่เกี่ยวกับงานเชิงภาพและการใช้งานหน้าจอ เช่น web task, mobile screen task และ computer task ตรงนี้ควรอ่านอย่างมีสติ เพราะ benchmark ไม่ได้แปลว่าจะชนะทุกงานจริงเสมอ แต่ก็พอบอกได้ว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ได้เป็นแค่เดโมสวยๆ มันมีฐานทางเทคนิคที่แข็งแรงพอสมควร

Step 2: แยกให้ออกว่าควรใช้ UI-TARS Desktop หรือ Agent TARS

ในคลิปมีการแยกของออกเป็น 2 ส่วนหลัก ซึ่งสำคัญมากสำหรับการเลือกใช้งาน

1) UI-TARS Desktop

นี่คือเวอร์ชันที่เหมาะกับคนทำงานทั่วไปมากที่สุด ติดตั้งได้บน Mac, Windows และ Linux จากนั้นเราก็พิมพ์คำสั่งเป็นภาษาปกติให้มันทำงานบนเครื่อง เช่น เปิดโปรแกรม กรอกฟอร์ม คลิกเมนู หรือทำงานใน browser

จุดเด่นคือใช้งานตรงไปตรงมา เหมาะกับคนที่ไม่ได้อยากไปยุ่งกับ command line มากนัก และในคลิปยังบอกว่ามีความสามารถเรื่อง remote computer และ remote browser ด้วย หมายความว่าไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวเองอยู่แค่เครื่องที่เปิดใช้งานตรงหน้า

2) Agent TARS

ตัวนี้จะยืดหยุ่นกว่า เป็น agent stack ที่มีทั้ง command line tool และ web interface รองรับการเชื่อมต่อกับเครื่องมือภายนอกผ่าน MCP ซึ่งอธิบายง่ายๆ คือมันสามารถดึงข้อมูลจากที่หนึ่ง แล้วเอาไปทำงานต่ออีกที่หนึ่งได้

สำหรับเจ้าของธุรกิจหรือทีม operation เวอร์ชันแรกมักตอบโจทย์กว่า เพราะเริ่มเร็ว เห็นผลเร็ว ส่วน Agent TARS จะเหมาะขึ้นเมื่อเราต้องการ workflow ที่ซับซ้อนกว่าเดิม หรืออยากเชื่อมกับระบบอื่นหลายตัว

หน้าจอ booking.com ที่ถูกควบคุมโดย agent พร้อมสถานะการทำงานและการตั้งค่า

มุมมองของเราคือ อย่าเริ่มจากของที่ยืดหยุ่นที่สุด ให้เริ่มจากของที่ทำให้ทีมเห็น “ประโยชน์ชัดที่สุด” ก่อน ถ้าทดลองแล้วประหยัดเวลางานได้จริง ค่อยไล่ไปเวอร์ชันที่ลึกขึ้น

Step 3: เข้าใจความสามารถหลักที่ทำให้มันต่างจาก automation แบบเดิม

เครื่องมือ automation แบบเดิมมักเก่งกับงานที่เป็นกฎตายตัว เช่น กดปุ่มนี้ กรอกช่องนี้ แล้วไปหน้าถัดไป แต่พอหน้าจอเปลี่ยนเล็กน้อย เมนูย้าย หรือมี popup แทรก งานก็พังทันที

UI-TARS ถูกออกแบบมาให้รับมือกับความ “ไม่เป๊ะ” ของโลกจริงได้ดีขึ้น ผ่านความสามารถหลักหลายอย่าง

ตรงนี้มีนัยสำคัญมากกับงานธุรกิจ เพราะปัญหาของงานสำนักงานส่วนใหญ่ไม่ใช่ “ไม่มีเครื่องมือ” แต่เป็น “งานจริงไม่ได้เป็นเส้นตรง” มันมีข้อยกเว้น มีหน้าจอไม่เหมือนเดิม มีข้อมูลไม่ครบ มีคนทำงานหลายคนทำไม่เหมือนกัน AI ที่ยังพอคิดแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าได้ จึงมีประโยชน์มากกว่า automation แบบแข็งทื่อ

UI-TARS ทำงานบนหน้าจอตั้งค่าในโหมด commonly used พร้อมแสดง Action และ Thought

Step 4: ดูตัวอย่างใช้งานจริงเพื่อประเมินว่ามันเหมาะกับเราแค่ไหน

ในคลิปมีตัวอย่างจากทีมพัฒนาเองหลายกรณี ซึ่งช่วยให้เห็นภาพชัดกว่าการอธิบายเชิงเทคนิค

ตัวอย่างที่ 1: จองโรงแรม

เราสามารถบอกเงื่อนไข เช่น เมือง วันที่ และงบประมาณ จากนั้น agent จะเปิดเว็บโรงแรม คัดกรองราคา เปรียบเทียบตัวเลือก และสรุปรายการให้

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ “หาที่พักได้” แต่คือมันทำงานผ่านหน้าเว็บทั่วไปเหมือนพนักงานคนหนึ่งกำลังทำรีเสิร์ช ซึ่งเอาไปประยุกต์กับงานเปรียบเทียบ supplier, หาโปรโมชั่น, เช็กราคาคู่แข่ง หรือสรุปตัวเลือกสำหรับทีมจัดซื้อได้

ตัวอย่างที่ 2: จองเที่ยวบิน

เมื่อให้เงื่อนไขต้นทาง ปลายทาง วันที่ไปและกลับ มันสามารถเข้าเว็บท่องเที่ยว กรอกข้อมูล เลือกวัน และแสดงตัวเลือกเที่ยวบินตามโจทย์

สำหรับธุรกิจไทยที่ต้องเดินทางบ่อย หรือมีทีม admin จัดการเดินทางให้ผู้บริหาร งานลักษณะนี้คือเวลาที่หายไปทีละน้อยแต่รวมกันมาก การมี AI ช่วยทำส่วนค้นหาและกรองเบื้องต้นจึงคุ้มมาก

ตัวอย่างที่ 3: ติดตั้ง extension ใน VS Code

แม้ตัวอย่างนี้จะใกล้ฝั่ง developer แต่ใจความสำคัญคือ UI-TARS ไม่ได้ทำตามสคริปต์ตายตัว มันเปิดโปรแกรม เข้าแท็บ extensions ค้นหา extension ที่ถูกต้อง ติดตั้ง และปรับ settings ตามคำสั่งได้

แปลเป็นภาษาธุรกิจคือ ถ้าเป็นซอฟต์แวร์ที่คนในทีมใช้อยู่ประจำ เช่น โปรแกรมบัญชี โปรแกรมออกบิล หรือ CRM ภายในองค์กร AI ก็มีโอกาสเรียนรู้และทำงานแทนในระดับหนึ่งได้เหมือนกัน

UI-TARS end-to-end hotel search on booking.com with step-by-step actions and success status

Step 5: เลือก use case ที่คุ้มจริงสำหรับเจ้าของธุรกิจและคนทำงาน

ส่วนนี้คือหัวใจของการตัดสินใจว่าเราควรลองไหม เพราะ AI agent จะคุ้มก็ต่อเมื่อมันไปกินเวลางานที่ซ้ำ น่าเบื่อ และมีหลายขั้นตอน

1) งานเดสก์ท็อปซ้ำๆ

เช่น กรอกข้อมูลชุดเดิมลงหลายระบบ ย้ายไฟล์ เปลี่ยนชื่อไฟล์ อัปเดตสเปรดชีต หรือส่งข้อความตามแพตเทิร์นเดิม ถ้าในธุรกิจไทยยังมีงาน admin แบบนี้เยอะ UI-TARS น่าสนใจทันที

2) งานข้ามหลายแอป

นี่คือ use case ที่เด่นที่สุด สมมติเราต้องดึงข้อมูลจากอีเมล ไปลง Google Sheets แล้วอัปเดตข้อมูลต่อในระบบหลังบ้าน งานแบบนี้ปกติคนทำงานจะเสียเวลาสลับหน้าจอทั้งวัน แต่ agent มองเป็นงานชิ้นเดียวได้

3) งานบนซอฟต์แวร์เก่า

หลายองค์กรติดกับดักระบบ legacy เพราะอยาก automate แต่ระบบเก่าไม่รองรับ การมี AI ที่มองหน้าจอแล้วกดแทนคนได้ ทำให้เราเริ่ม automate โดยไม่ต้องรื้อระบบทั้งหมดก่อน

4) งานรีเสิร์ชและเปรียบเทียบข้อมูล

เช่น เช็กราคาสินค้าหลายเว็บ รวบรวมตัวเลือก supplier เปรียบเทียบแพ็กเกจบริการ หรือหาโปรโมชัน การให้ AI วิ่งเก็บข้อมูลเบื้องต้นช่วยให้ทีมเอาเวลาไปใช้กับการตัดสินใจมากขึ้น

5) งานทดสอบซอฟต์แวร์หรือหน้าบ้านของธุรกิจ

แม้คลิปจะโยงไปที่งานพัฒนาโปรแกรม แต่ในโลกธุรกิจ เราใช้แนวคิดเดียวกันได้ เช่น ให้มันลองกดสมัครสมาชิก ลองกรอกฟอร์มติดต่อ ลองเช็กว่า flow สั่งซื้อยังทำงานครบหรือไม่

6) งานช่วยเหลือผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการใช้เมาส์หรือคีย์บอร์ด

จุดนี้สำคัญมากในเชิงการเข้าถึง หากคนทำงานบางคนใช้อุปกรณ์ได้ไม่สะดวก AI agent ที่รับคำสั่งแล้วไปทำบนหน้าจอแทน สามารถเพิ่มโอกาสในการทำงานได้จริง

UI-TARS ปรับการจัดเรียง Issues ของ bytedance/UI-TARS-desktop บน GitHub เป็นแบบล่าสุด

แต่เราขอเสริมมุมที่ควรระวัง คืออย่าเพิ่งโยนงานสำคัญทั้งก้อนไปให้ AI agent โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับการเงิน ข้อมูลลูกค้า หรือการอนุมัติรายการ ควรเริ่มจากงานที่ผิดแล้วแก้ได้ก่อน และมีคนตรวจขั้นสุดท้ายอยู่เสมอ

Step 6: เริ่มใช้งานแบบปลอดภัยและไม่เจ็บตัว

คลิปให้คำแนะนำไว้ค่อนข้างดี และถ้าปรับเป็นภาษาคนทำงาน เราควรเริ่มแบบนี้

เริ่มจาก model ขนาดเล็กก่อน

มีการแนะนำให้เริ่มที่รุ่น 7B เพราะรันได้บนเครื่องทั่วไปและพอสำหรับงานส่วนมาก นี่เป็นคำแนะนำที่ดีมาก เพราะเป้าหมายแรกไม่ใช่รีดพลังสูงสุด แต่คือพิสูจน์ว่า use case นั้นคุ้มจริงไหม

เขียน prompt ให้เฉพาะเจาะจง

อย่าสั่งกว้างๆ เช่น “จัดไฟล์ให้หน่อย” แต่ให้บอกเป็นขั้น เช่น “ย้ายไฟล์ PDF ทั้งหมดจากโฟลเดอร์ Downloads ไปที่โฟลเดอร์ Receipts แล้วเรียงตามวันที่” ยิ่งคำสั่งชัด AI ยิ่งมีโอกาสทำสำเร็จ

เฝ้าดูช่วงแรก

การปล่อยให้ agent ทำงานโดยไม่ดูเลยตั้งแต่ครั้งแรก เป็นความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น ควรดูว่ามันตีความคำสั่งอย่างไร เลือกคลิกอะไร และหลงตรงไหน วิธีนี้ทำให้เราเรียนรู้การเขียน prompt ที่ดีขึ้นด้วย

ใช้กับงานยุ่งๆ มากกว่างานง่ายๆ

ถ้างานง่ายมาก เช่น เปิดไฟล์เดียว กดสองปุ่ม จบ shortcut หรือ macro แบบธรรมดาอาจเร็วกว่า UI-TARS จะเด่นกับงานที่หลายขั้นตอน หลายแอป และไม่มีทาง automate แบบสะอาดได้ง่าย

ระวังข้อมูลอ่อนไหว

เพราะ agent เห็นทุกอย่างบนหน้าจอ เราควรปฏิบัติกับมันเหมือนพนักงานใหม่ที่ยังต้องอยู่ภายใต้การกำกับ ไม่ควรรันบนหน้าจอที่มีรหัสผ่าน ข้อมูลลูกค้า หรือเอกสารลับถ้ายังไม่ได้วางมาตรการควบคุม

อัปเดตเวอร์ชันเป็นระยะ

โปรเจกต์ลักษณะนี้ขยับเร็วมาก การติดตามหน้า GitHub และ release note เป็นเรื่องจำเป็น เพราะประสิทธิภาพและความเสถียรอาจดีขึ้นมากในเวลาไม่นาน

UI-TARS ควบคุมการจองเที่ยวบินบนเว็บพร้อมบันทึก Thought/Action และสถานะ Success

Step 7: วิเคราะห์ข้อดีและข้อจำกัดแบบไม่อวยเกินไป

ข้อดี ของ UI-TARS คือมันลดช่องว่างระหว่าง “AI คิดได้” กับ “AI ลงมือทำได้” และเหมาะมากกับโลกการทำงานจริงที่มีหลายระบบหลายหน้าจอ ยิ่งเป็นธุรกิจที่ยังมีงาน manual หนาแน่น ยิ่งเห็นมูลค่าเร็ว

อีกข้อที่น่าสนใจคือเรื่อง privacy เพราะในคลิประบุว่าสามารถรันบนเครื่องของเราเองได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งคลาวด์ขนาดใหญ่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับบางองค์กร

ข้อจำกัด ก็ชัดเหมือนกัน AI ที่ควบคุมหน้าจอได้ มีโอกาสคลิกผิด ตีความผิด หรือหลงจากจุดที่ตั้งใจ โดยเฉพาะถ้าหน้าจอเปลี่ยนบ่อย มี popup แทรก หรือคำสั่งกว้างเกินไป

อีกอย่างที่หลายคนอาจมองข้ามคือ ต้นทุนที่แท้จริงไม่ได้มีแค่การติดตั้ง แต่รวมถึงการออกแบบ workflow ให้ชัดด้วย ถ้ากระบวนการทำงานของทีมยังมั่วอยู่ AI จะไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นมาก มันอาจแค่ทำให้ “ความมั่ว” เกิดเร็วขึ้น

สำหรับเรา จุดที่ควรคิดให้ดีคือ UI-TARS ไม่ใช่ทางลัดให้เลิกคิดเรื่องระบบงาน แต่มันเป็นเครื่องมือเร่งความเร็วสำหรับทีมที่เริ่มรู้แล้วว่า งานไหนควรถูกส่งต่อให้ AI ทำแทนคน

Step 8: Actionable Insights ที่เอาไปทำต่อได้ทันที

Step 9: Troubleshooting ปัญหาที่มักเจอเมื่อเริ่มใช้

สาเหตุ: prompt กว้างเกินไป หรือหน้าจอมีหลายจุดที่หน้าตาคล้ายกัน

วิธีแก้: แยกคำสั่งให้ละเอียดขึ้น ระบุชื่อหน้าต่าง โฟลเดอร์ หรือผลลัพธ์ที่ต้องการให้ชัด แล้วทดสอบทีละส่วน

สาเหตุ: เลือก use case ผิด งานนั้นเหมาะกับ shortcut หรือ macro มากกว่า

วิธีแก้: ย้ายไปใช้กับงานหลายแอป หลายหน้าจอ หรือมีข้อยกเว้นเยอะ ซึ่งเป็นจุดที่ agent มีประโยชน์กว่า

สาเหตุ: agent ต้องเห็นหน้าจอเพื่อทำงาน จึงมีความเสี่ยงด้านข้อมูล

วิธีแก้: ทดลองใน environment แยก ใช้ข้อมูลตัวอย่างก่อน และหลีกเลี่ยงหน้าจอที่มีรหัสผ่านหรือข้อมูลลูกค้าจริง

สาเหตุ: ยังไม่ได้ map งานจริงของทีมให้เป็น workflow ชัดๆ

วิธีแก้: เริ่มจากงานของ admin, operation หรือจัดซื้อ เพราะมักมีงานข้ามหลายระบบและเห็นผลเร็ว

สาเหตุ: หน้าเว็บเปลี่ยน layout, มี popup หรือมีข้อมูลไม่ครบ

วิธีแก้: ทำ checklist เงื่อนไขก่อนรัน ปิด popup ที่ไม่จำเป็น และกำหนดขั้นตอน fallback เมื่อ agent ไปต่อไม่ได้

Step 10: การต่อยอดสำหรับธุรกิจไทย

ถ้าทดลองแล้วได้ผล เราสามารถต่อยอดได้อีกหลายแบบ

ถ้าจะไปต่อจริง ควรคิดเรื่อง governance ไว้ตั้งแต่ต้น เช่น งานไหนให้ AI ทำได้เอง งานไหนต้องมีคนอนุมัติ และข้อมูลแบบไหนห้ามแตะ นี่ต่างหากคือสิ่งที่จะทำให้ AI กลายเป็นแรงช่วย ไม่ใช่ภาระใหม่

Step 11: สรุป Checklist ทั้งหมด

สรุปสั้นๆ คือ UI-TARS เป็นหนึ่งใน AI agent ที่น่าจับตาที่สุดตอนนี้ เพราะมันขยับจากการ “ตอบ” ไปสู่การ “ลงมือทำ” บนคอมพิวเตอร์ของเราเอง สำหรับเจ้าของธุรกิจและคนทำงาน ประโยชน์ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ความล้ำ แต่อยู่ที่การเอาไปลดงานซ้ำ ลดการสลับหลายระบบ และคืนเวลาให้ทีมไปทำงานที่ต้องใช้การตัดสินใจมากกว่า

ถ้าเริ่มจากงานเล็ก แต่เลือกถูกงาน เรามีโอกาสเห็นผลเร็วมาก และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ workflow แบบใหม่ที่ไม่ได้ให้คน “ทำทุกคลิก” อีกต่อไป แต่ให้คน “กำกับผลลัพธ์” แทน

รับชมวิดีโอต้นฉบับได้ที่นี่ และหากต้องการติดตามภาพรวมของ AI agent กับแนวทางโอเพนซอร์สเพิ่มเติม สามารถดูข้อมูลจาก GitHub และข่าวอัปเดตด้าน AI จากแหล่งอย่าง TechCrunch AI ได้เช่นกัน

Insiderly

บทความจากกองบรรณาธิการ Insiderly

อ่านบทความทั้งหมด

More in ข่าวผลิตภัณฑ์ AI

See all
ภาพเปิดตัว Decisions API จากช่อง OpenAI

Decisions API: เมื่อ AI เลือกได้เร็ว ธุรกิจควรเริ่มใช้ตรงไหน

/

บทความอื่นจาก Insiderly

See all
ภาพเปิดตัว Decisions API จากช่อง OpenAI

Decisions API: เมื่อ AI เลือกได้เร็ว ธุรกิจควรเริ่มใช้ตรงไหน

/