ข้ามไปบทความ

เลือก AI Agent จากระบบรอบโมเดล และจัดความรู้ให้ย้ายค่ายได้

บทสนทนาเรื่องเลือก AI Agent จาก harness และความรู้ขององค์กร ตั้งรอบทบทวน skills และแยกกติกาโครงการก่อนใช้ร่วมทั้งระบบ

โดย Insiderly
ภาพปกบทสนทนาเรื่อง AI Agent พร้อมข้อความ delete your skills
ภาพปกจากคลิป How to Actually Choose the Right AI Agent · Nate Herk | AI Automation · ข้อความ delete your skills เป็นการชวนถกในคลิป ไม่ใช่คำแนะนำให้ลบข้อมูลหรือกติกาความปลอดภัยทั้งหมด
เผยแพร่:

วันที่บทความต้นทางใน VTB: 11 กันยายน 2026 (2026-09-11) · วันที่อัปโหลดวิดีโอยังไม่ได้รับการยืนยัน

ถ่ายทอดจากคลิป How to Actually Choose the Right AI Agent และบทสนทนากับ Mark Kashef ตามบทความต้นทาง การเปรียบเทียบโมเดล อุปมา และข้อเสนอเรื่องรอบทบทวน skills เป็นความเห็นและประสบการณ์ของผู้พูด ไม่ใช่ผลจัดอันดับหรือคำแนะนำให้ลบกติกาความปลอดภัย ตัวอย่างองค์กรไทยคงจากบทความเดิม

ธุรกิจจำนวนมากกำลังเสียเวลาเปรียบเทียบว่า Claude, Codex, Gemini หรือโมเดลใด “เก่งกว่า” ทั้งที่คำถามสำคัญกว่าคือ AI ของเราทำงานต่อจากคำสั่งได้ไกลแค่ไหน เชื่อมข้อมูลอะไรได้บ้าง ตรวจงานเองหรือไม่ และถูกกำกับด้วยกติกาแบบใด

คลิปจากช่อง Nate Herk | AI Automation ที่พูดคุยกับ Mark Kashef เสนอกรอบคิดที่น่าสนใจมากสำหรับการเลือก AI Agent คืออย่ามองโมเดลเป็นทั้งระบบ ให้มองว่าโมเดลเป็นเพียง “สมอง” ส่วนสิ่งที่ทำให้ AI สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริงคือ harness, tools, rules, skills, ข้อมูล และ workflow ที่ล้อมรอบสมองนั้น

สำหรับเจ้าของธุรกิจไทย นี่ไม่ใช่เรื่องเทคนิคไกลตัว เพราะมันเปลี่ยนวิธีลงทุนกับ AI จากการจ่ายค่า subscription ตามกระแส ไปสู่การสร้างทรัพย์สินดิจิทัลของบริษัทที่ย้ายไปใช้โมเดลไหนก็ได้ในอนาคต

สารบัญ

Step 1: แยกให้ออกระหว่าง “โมเดล” และ “ระบบที่ทำให้โมเดลลงมือทำ”

Mark Kashef เปรียบโมเดลภาษา หรือ LLM ว่าเป็นสมองที่อยู่ในโหลแก้ว สมองอาจคิด วิเคราะห์ และตอบคำถามได้เก่ง แต่ถ้าไม่มีแขนขา มันก็เปิดไฟล์ สร้างโฟลเดอร์ ส่งอีเมล ดึงรายงาน หรืออัปโหลดเอกสารให้เราไม่ได้

แขนขาเหล่านี้คือ AI harness ซึ่งหมายถึงชั้นระบบที่บอก AI ว่ามี tools อะไรให้ใช้ ใช้เมื่อไร เข้าถึงไฟล์ใดได้บ้าง ต้องตรวจผลลัพธ์แบบไหน และต้องทำซ้ำเมื่อเกิดข้อผิดพลาดหรือไม่ ตัวอย่างความสามารถพื้นฐาน ได้แก่

จุดนี้อธิบายได้ว่าทำไม AI ตัวเดียวกันจึงให้ประสบการณ์ต่างกันมากเมื่อใช้งานผ่านคนละ platform เช่น โมเดลที่อยู่ในหน้าแชตอาจสรุปแผนขายได้ดี แต่เมื่ออยู่ใน harness ที่เชื่อม CRM, ไฟล์สินค้า และอีเมล มันอาจไปค้นหาลูกค้า ร่างข้อความ จัดลำดับโอกาส และบันทึกงานกลับเข้าระบบได้

มุมมองของเราคือ ธุรกิจไม่ควรถามแค่ว่า “โมเดลไหนฉลาดสุด” แต่ควรถามว่า “ระบบนี้พาเราจากคำสั่งไปถึงผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้หรือยัง” หากคำตอบคือยังต้องคัดลอกข้อมูลไปมา เปิดหลายโปรแกรมเอง และตามแก้งานทีละจุด ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่โมเดล แต่อยู่ที่ harness ที่ยังไม่ครบ

Step 2: เลือก AI Agent จากงานและความเสี่ยง ไม่ใช่จากชื่อค่าย

แก่นของการเลือก AI Agent คือการจับคู่เครื่องมือกับลักษณะงาน ไม่ใช่ประกาศตัวว่าเป็นทีม Claude หรือทีม Codex เสมอไป ในคลิป Claude Code ถูกมองว่าเหมาะกับการคิดเชิงไอเดีย การวางแผน และการโต้ตอบเพื่อขัดเกลาความคิด ขณะที่ Codex เด่นเรื่องทำตามคำสั่งต่อเนื่องและมีวงจรตรวจสอบงานที่เข้มกว่า

คำเปรียบเทียบที่เข้าใจง่ายคือ Claude Code คล้ายผู้เชี่ยวชาญเชิงสร้างสรรค์ที่ช่วยตั้งคำถามและเห็นภาพใหญ่ ส่วน Codex คล้ายศัลยแพทย์ที่ทำงานตามขั้นตอนจนจบ แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ นี่ไม่ใช่กฎตายตัว โมเดลและ harness เปลี่ยนเร็วมาก จึงควรทดสอบกับงานจริงของบริษัทเสมอ

ตัวอย่างสำหรับธุรกิจไทยสามารถแบ่งได้แบบนี้

ทางเลือกที่ดีกว่าการบังคับให้ agent เดียวทำทุกอย่าง คือออกแบบ workflow แบบส่งต่องาน เช่น Agent ตัวแรกวิเคราะห์ข้อมูลยอดขายและเสนอสมมติฐาน จากนั้นอีกตัวตรวจตัวเลข ความครบถ้วน และข้อสรุปก่อนให้ทีมมนุษย์อนุมัติ ผลลัพธ์ที่ดีจึงไม่ได้มาจาก AI ตัวที่ “ชนะ” แต่เกิดจากการแบ่งบทบาทและ verification loop ที่ถูกต้อง

Step 3: เข้าใจข้อจำกัดของ Local Model ก่อนนำไปใช้กับงานจริง

ตัวอย่างบน LM Studio ทำให้เห็นความต่างระหว่างสมองกับ harness ได้ชัดเจน โมเดล open source สามารถรับคำสั่งให้สร้าง landing page และเขียน HTML ได้ แต่หากไม่มีสิทธิ์หรือ tools สำหรับสร้างไฟล์และเปิด local server มันก็ทำได้เพียงส่งโค้ดออกมา ไม่สามารถทำให้เว็บใช้งานได้จริงบนเครื่อง

ไม่ได้แปลว่า local model ไม่มีประโยชน์ ตรงกันข้าม หากองค์กรมี hardware และงานเหมาะสม local model อาจรับงานประจำจำนวนมากได้ โดยเฉพาะงานที่ต้องการควบคุมข้อมูลภายในมากขึ้น แต่การนำมาใช้งานต้องคิดเรื่อง tools, การดูแลระบบ, สิทธิ์เข้าถึง และการตรวจผลลัพธ์เพิ่มขึ้นด้วย

สำหรับ SME ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการติดตั้งโมเดลเอง สิ่งที่ควรเรียนรู้จากกรณีนี้คือ อย่าประเมิน AI จากคุณภาพของคำตอบบนหน้าแชตเพียงอย่างเดียว ให้ทดสอบโจทย์ปลายทาง เช่น “รับไฟล์ใบสั่งซื้อ สรุปข้อผิดพลาด สร้างรายการแก้ไข ส่งให้ผู้รับผิดชอบ และเก็บบันทึก” หากระบบทำได้แค่สรุปข้อความแต่ไปต่อไม่ได้ ก็ยังไม่ใช่ automation ที่สมบูรณ์

สามารถศึกษาการทำงานของเครื่องมือ local model เพิ่มเติมได้จาก LM Studio และเอกสาร Claude Code เพื่อเห็นภาพว่า tools และสิทธิ์ต่างกันอย่างไร

Step 4: สร้าง assets ของบริษัทให้ย้ายโมเดลได้

หลักคิดที่สำคัญที่สุดจากบทสนทนานี้คือ อย่าภักดีกับ provider จนเกินไป สิ่งที่บริษัทควรเป็นเจ้าของคือ assets ของตัวเอง ได้แก่ เอกสารความรู้, template, ข้อมูลผลิตภัณฑ์, กติกาการทำงาน, โครงสร้างโฟลเดอร์, prompt, ขั้นตอนตรวจงาน และ skills ที่ผ่านการใช้งานจริง

เมื่อ assets เหล่านี้เป็นระเบียบ บริษัทจะเปลี่ยน “สมอง” ได้ง่ายขึ้น หากโมเดลใหม่เก่งกว่า ราคาดีกว่า หรือเหมาะกับงานเฉพาะทางกว่า ก็ไม่ต้องเริ่มสร้างระบบใหม่ทั้งหมด

ในเชิงปฏิบัติ skills มักมีไฟล์คำอธิบาย เช่น Markdown พร้อม metadata ด้านบนที่บอกชื่อ skill เงื่อนไขเรียกใช้ และผลลัพธ์ที่ต้องการ สิ่งที่ต้องทำให้พกพาได้คือการเขียนคำสั่งให้ชัดและไม่ผูกกับวิธีเฉพาะของ platform เดียวเกินไป ส่วน script พื้นฐาน เช่น Python มักย้ายไปใช้ข้ามระบบได้ง่ายกว่า แต่คำสั่งว่า agent ต้องเรียก script เมื่อใด ยังต้องปรับตาม harness แต่ละตัว

อย่างไรก็ตาม เราเห็นต่างเล็กน้อยกับแนวคิด “ทำให้ทุกอย่างใช้ได้กับทุกโมเดล” เพราะการทำให้เป็นกลางมากเกินไปอาจทำให้เสียจุดเด่นของเครื่องมือบางตัว วิธีสมดุลกว่าคือแยกเป็นสองชั้น

แบบนี้ช่วยให้ย้ายค่ายได้โดยไม่สูญเสียความเร็วในการทำงานจริง

Step 5: ตรวจสอบ AI OS อย่างสม่ำเสมอ และลบสิ่งที่ไม่จำเป็น

หลายทีมคิดว่าเมื่อสร้าง skill หรือ agent แล้ว งานจบแล้ว แต่ระบบ AI มี “อายุการใช้งาน” เพราะโมเดลเก่งขึ้น เครื่องมือเปลี่ยน วิธีทำงานเปลี่ยน และกติกาเดิมอาจกลายเป็นภาระที่เพิ่ม token ทำให้ AI ค้นหานานขึ้น หรือจำกัดวิธีแก้ปัญหาของมัน

คลิปเสนอแนวคิด rot.md หรือไฟล์ที่ใช้ติดตามว่าส่วนใดของ AI OS เสื่อมสภาพเร็วแค่ไหน เช่น

ตัวอย่างที่น่าคิดคือการมี skill หลายร้อยตัว แต่ใช้จริงเพียงไม่กี่ตัว นอกจากทำให้ระบบรก ยังทำให้ AI เลือกผิดหรือรับ context มากเกินจำเป็น การสะสม skills จึงไม่ใช่ตัวชี้วัดความพร้อมขององค์กร

มีข้อเสนอแรงว่าอาจต้องลบ skills ทั้งหมดทุกหกเดือนแล้วสร้างใหม่ ฟังดูสุดโต่ง แต่สาระที่นำมาใช้ได้คือ ทุก skill ต้องผ่านคำถามสองข้อ คือ ยังจำเป็นหรือไม่ และ ถ้าไม่ใช้ skill นี้ โมเดลรุ่นปัจจุบันทำงานได้ดีพอหรือเปล่า

อย่าเพิ่งลบสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยหรือข้อกำกับดูแล เพราะ skill ที่ล้าสมัยกับ rule ที่จำเป็นเป็นคนละเรื่อง เมื่อโมเดลฉลาดขึ้น เราอาจต้องการขั้นตอนบังคับน้อยลง แต่ต้องการกติกาห้ามทำที่ชัดขึ้น เช่น ห้ามส่งข้อมูลลูกค้าออกนอกระบบ ห้ามยืนยันยอดเงินโดยไม่มีหลักฐาน หรือให้ขออนุมัติก่อนทำรายการสำคัญ

Step 6: แยก AI OS ตามโปรเจกต์ ก่อนเลื่อนกติกาไปใช้ทั่วองค์กร

อีกแนวคิดที่ธุรกิจนำไปใช้ได้ทันทีคือ อย่าทำ AI OS ก้อนเดียวที่รวมทุกอย่างไว้ใน global context เพราะยิ่งระบบโต กติกาที่ไม่เกี่ยวข้องจะไปรบกวนงานอื่น และเมื่อผลลัพธ์แย่ลง เราจะไม่รู้ว่าเกิดจากโมเดล, harness, skill หรือการจัดข้อมูล

Mark Kashef ใช้แนวคิด “ทุกอย่างเริ่มระดับโปรเจกต์ จนกว่าจะคู่ควรกับการเลื่อนเป็น global” ซึ่งเหมาะกับธุรกิจที่มีหลายหน้าที่งานมาก เช่น ฝ่ายขาย การตลาด บัญชี ฝ่ายบริการลูกค้า และงานโครงการสำหรับลูกค้าองค์กร

ตัวอย่างร้านค้าออนไลน์อาจแยกพื้นที่ AI ออกเป็นสามส่วน ได้แก่

หากกติกาใดใช้ซ้ำครบทุกส่วน เช่น ห้ามเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลลับ จึงค่อยเลื่อนเป็น global rule วิธีนี้ลดผลกระทบวงกว้างเมื่อทดลองของใหม่ และช่วยให้วิเคราะห์ความผิดพลาดได้เร็วขึ้น

Step 7: แปลงแนวคิดเป็น Actionable Insights สำหรับทีมธุรกิจ

Step 8: แก้ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อสร้าง AI Agent ในองค์กร

Step 9: ต่อยอดจาก AI Agent หนึ่งตัวสู่ระบบธุรกิจที่เรียนรู้ได้

แนวคิดแรกคือสร้าง audit agent สำหรับตรวจสุขภาพระบบเป็นรอบ เช่น สรุปว่า skill ใดไม่ถูกเรียกใช้ มี workflow ใดล้มเหลวบ่อย หรือข้อมูลส่วนใดขาดและทำให้ AI ตอบผิด งานนี้ไม่จำเป็นต้องแก้ระบบเองทันที แต่ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นคอขวดก่อน

แนวคิดที่สองคือสร้าง ชุดทดสอบมาตรฐาน ของบริษัท อาจเป็นคำถามลูกค้า 20 แบบ ใบเสนอราคา 10 ชุด หรือเคสเอกสารผิดพลาด 15 แบบ ทุกครั้งที่เปลี่ยนโมเดลหรือปรับ workflow ให้รันชุดเดิม วิธีนี้ดีกว่าการตัดสินจากความรู้สึกว่า AI “ดูฉลาดขึ้น”

แนวคิดที่สามคือใช้ AI ทำหน้าที่เป็น thought partner ไม่ใช่ผู้รับผิดชอบแทนทั้งหมด เราอาจให้ AI เสนอทางเลือก ชี้ข้อมูลที่ขาด และทดสอบสมมติฐาน แต่ผู้ที่เข้าใจลูกค้า กำไร ความเสี่ยง และผลกระทบต่อธุรกิจยังต้องเป็นทีมของเราเอง

Step 10: สรุป Checklist เลือกและจัดการ AI Agent ทั้งหมด

บทเรียนสุดท้ายคือ AI Agent ที่ดีไม่ใช่ agent ที่มีชื่อใหม่ที่สุด หรือมี skills มากที่สุด แต่คือระบบที่องค์กรเข้าใจ ควบคุม ตรวจสอบ และปรับเปลี่ยนได้ เมื่อเราเป็นเจ้าของ assets และออกแบบ harness ให้ยืดหยุ่น โมเดลจะกลายเป็นทรัพยากรที่สลับใช้ได้ ไม่ใช่จุดเสี่ยงที่ผูกอนาคตธุรกิจไว้กับผู้ให้บริการรายเดียว

ที่มา: How to Actually Choose the Right AI Agent · บทความต้นทางใน VTB

Insiderly

บทความจากกองบรรณาธิการ Insiderly

อ่านบทความทั้งหมด

More in ชิปและโครงสร้างพื้นฐาน

See all

Free LLM API ในคลิป Julian Goldie: รวมโควตาและใช้ Fusion ทดลองหลายโมเดล

โดย Insiderly
/

NVIDIA PAIR ในคลิป Julian Goldie: กระจายคำขอ AI ระหว่างคอมพิวเตอร์

โดย Insiderly
/
ภาพปกการบรรยาย Kevin Madura เรื่อง RLM พร้อมสไลด์ตัวอย่างตารางข้อมูล

RLM ในมุม Kevin Madura: ให้ AI วิเคราะห์ข้อมูลผ่านโค้ดและงานย่อย

โดย Insiderly
/

เลือก Local AI, Cloud และ Hybrid ให้เหมาะกับข้อมูลและเครื่องของทีม

โดย Insiderly
/

บทความอื่นจาก Insiderly

See all
ภาพปกต้นทาง K2 Horizon AI พร้อมภาพชิปสีทองและข้อความ NEW INSANE AI

K2 Horizon ในคลิป Julian Goldie: โมเดลหลายขนาดและการจัดเส้นทางงาน AI

โดย Insiderly
/
ภาพปกวิดีโอต้นทางพร้อมข้อความ GPT-6 Astra with Ben Davis และผู้ร่วมสนทนา

GPT-6 Astra ในคลิป Ben Davis: แตกกิ่งค้นคว้าเพื่อแก้ปริศนา DEF CON

โดย Insiderly
/

Free LLM API ในคลิป Julian Goldie: รวมโควตาและใช้ Fusion ทดลองหลายโมเดล

โดย Insiderly
/

GPT-6 Astra Voice Mode ในเดโม Nate Herk: จัด context และประสานงานหลาย thread

โดย Insiderly
/