Skip to content

เปลี่ยนงานด้วย AI ในองค์กร: บทเรียนจาก Balyasny Asset Management

Codex กับการใช้ AI ในองค์กร: บทเรียนจาก Balyasny Asset Management

เปลี่ยนงานด้วย AI ในองค์กร: บทเรียนจาก Balyasny Asset Management
เผยแพร่:
สรุปจากคลิป ดูคลิปต้นฉบับ

Codex กับการใช้ AI ในองค์กร: บทเรียนจาก Balyasny Asset Management

video thumbnail for

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดจากคลิป Codex Unlocks Next Level Intelligence for Balyasny Asset Management ของช่อง OpenAI ไม่ใช่แค่ว่า AI เก่งขึ้นแค่ไหน แต่คือองค์กรหนึ่งเอา AI ไปฝังในงานจริงได้ลึกแค่ไหน จนงานวิเคราะห์เศรษฐกิจที่เคยใช้เวลาสองวัน ถูกย่อลงเหลือราว 30 นาที และคนในองค์กรเกือบทั้งหมดใช้ platform ภายในนี้ทุกวัน

นี่คือสัญญาณสำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจและคนทำงานไทย เพราะคำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า “จะใช้ AI ดีไหม” แต่อยู่ที่ว่า “จะออกแบบงานใหม่ยังไง เมื่อ AI ไม่ได้ทำแค่ค้นข้อมูล แต่เริ่มทำงานแทนบางส่วนได้จริง” คลิปนี้สั้นมาก แต่ให้ภาพชัดว่าองค์กรที่นำหน้าไม่ได้มอง AI เป็นเครื่องมือเสริมเล็กๆ เขามองเป็นระบบงานใหม่

สารบัญ

สิ่งที่เกิดขึ้นจริง: จากเครื่องมือช่วยคิด สู่เครื่องมือช่วยทำงาน

Balyasny Asset Management หรือ BAM เป็นบริษัทด้านการลงทุนที่ใช้ AI platform ภายในองค์กรอย่างกว้างมาก ระดับการใช้งานที่ถูกพูดถึงคือประมาณ 97% ของทั้งบริษัทใช้งานทุกวัน ซึ่งสะท้อนว่า AI ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในทีม innovation หรือทีมเทคนิคอีกต่อไป แต่ถูกดันให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำ

สิ่งที่ platform นี้รองรับมีตั้งแต่งานวิจัยการลงทุน งานเขียนโค้ด ไปจนถึงงาน automation ฝั่ง back office และงาน process ที่มักกินเวลาโดยไม่สร้างความต่างทางธุรกิจโดยตรง

มุมนี้สำคัญมากสำหรับธุรกิจไทย เพราะหลายองค์กรยังเริ่มจาก use case แคบๆ เช่น ช่วยเขียนอีเมล ช่วยสรุปเอกสาร หรือช่วยคิดคอนเทนต์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ยังไม่ใช่การสร้างผลลัพธ์ระดับองค์กร ถ้าอยากได้ impact จริง AI ต้องเข้าไปแตะ workflow หลักของธุรกิจ ไม่ใช่แค่งานปลายทาง

จุดเปลี่ยนที่แท้จริงคือ “ความเร็วสู่ insight”

ในโลกการลงทุน เวลาไม่ใช่เรื่องรอง เมื่อรายงานผลประกอบการออกมา การเข้าใจว่าอะไรสำคัญและควรลงมือยังไงต้องเกิดเร็วมาก คลิปนี้ชี้ชัดว่าความสามารถของ Codex harness และ model รุ่นใหม่ช่วยให้องค์กรเข้าใกล้การได้ insight แบบเกือบ real time

ถ้าแปลเป็นภาษาธุรกิจทั่วไป มันคือการลดช่วงเวลาระหว่าง “ข้อมูลมาแล้ว” กับ “ตัดสินใจได้แล้ว” ให้น้อยที่สุด

นี่คือจุดที่หลายบริษัทในไทยยังเสียโอกาสอยู่ทุกวัน เช่น

ถ้า AI ช่วยย่นช่วงนี้ได้ ต่อให้ยังไม่ถึงขั้นตัดสินใจแทนเรา ก็ถือว่าคุ้มมากแล้ว เพราะมูลค่าของ AI ในหลายองค์กรไม่ได้อยู่ที่ความฉลาดล้วนๆ แต่อยู่ที่การทำให้ “งานที่ค้างอยู่ระหว่างทาง” หายไป

สไลด์แสดงการทำ executive slides อัตโนมัติสำหรับ month-end reviews พร้อมกราฟและข้อความอธิบาย

กรณีใช้งานที่จับต้องได้: ทำสไลด์ผู้บริหารอัตโนมัติ

หนึ่งในภาพที่ชัดที่สุดในคลิปคือ use case การทำ exec-level slides สำหรับ month-end reviews หรือการสรุปผลรายเดือนในรูปแบบที่ผู้บริหารใช้ตัดสินใจ

นี่ไม่ใช่งานเล็ก เพราะในองค์กรจริง งานแบบนี้กินแรงคนเก่งจำนวนมาก ข้อมูลอยู่หลายแหล่ง ต้องดึงตัวเลข ตรวจความถูกต้อง จัดวางกราฟ แล้วเขียนคำอธิบายให้สื่อสารได้พอดี กระบวนการทั้งหมดอาจดูธรรมดา แต่เป็นคอขวดที่เกิดซ้ำทุกเดือน

AI ที่เข้าไปช่วยในจุดนี้จึงไม่ได้แค่ประหยัดเวลา แต่ช่วยคืนเวลาของทีมให้กลับไปทำงานที่สำคัญกว่า เช่น วิเคราะห์สาเหตุ หาความเสี่ยง หรือเตรียมทางเลือกเชิงกลยุทธ์

สำหรับธุรกิจไทย use case นี้เอาไปใช้ได้แทบทุกอุตสาหกรรม เช่น

ข้อสังเกตที่สำคัญคือ use case แบบนี้เวิร์กเมื่อองค์กรมีข้อมูลที่เป็นระบบพอสมควร ถ้าข้อมูลยังแยกกันอยู่ใน Excel หลายไฟล์ ตั้งชื่อไม่ตรงกัน หรือเก็บคนละมาตรฐาน AI จะช่วยได้ไม่สุด จุดนี้ทำให้หลายบริษัทเข้าใจผิดว่า AI ยังไม่พร้อม ทั้งที่ความจริงคือ “ข้อมูลของเราเองยังไม่พร้อม”

เริ่มจาก coding แต่ไม่หยุดแค่ coding

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ BAM เริ่มต้นใช้ Codex จากมุมของการเขียนโค้ดก่อน แล้วค่อยพบว่าระบบทำได้มากกว่านั้นมาก

นี่เป็น pattern ที่พบได้บ่อยในองค์กรใหญ่ เพราะทีมเทคนิคมักเป็นกลุ่มแรกที่ทดลองของใหม่เร็วที่สุด แต่บทเรียนจากคลิปนี้คือ ถ้าเราให้ AI อยู่แค่ในทีมเทคนิค เราจะพลาดโอกาสส่วนใหญ่ขององค์กร

สำหรับเจ้าของธุรกิจไทย มุมคิดที่ควรเอาไปใช้คือ อย่าถามว่า AI เหมาะกับแผนกไหน ให้ถามว่า งานประเภทไหนซ้ำมาก ใช้ข้อมูลเยอะ ต้องสรุปเร็ว และมีกฎชัด งานแบบนี้มักเหมาะกับ AI มากกว่าการแบ่งตามชื่อแผนก

ตัวอย่างเช่น

วิธีคิดแบบนี้ทำให้เราออกแบบ use case ได้เร็วขึ้น และไม่ติดกับดักว่า AI ต้องทำงานแทนคนทั้งแผนก ทั้งที่จริงมันอาจเริ่มจากงานเล็กๆ ที่มีมูลค่าสูงก่อน

สิ่งที่ Codex เปลี่ยนไม่ใช่แค่ความฉลาด แต่คือขอบเขตของงาน

คลิปนี้เน้นชัดว่า model รุ่นใหม่ไม่ได้แค่ตอบดีขึ้น แต่ทำ “งาน” ได้มากขึ้นด้วย นี่เป็นความต่างที่สำคัญมาก

ที่ผ่านมา คนจำนวนมากคุ้นกับ AI ในฐานะเครื่องมือถามตอบ ค้นข้อมูล หรือช่วยร่างข้อความ แต่เมื่อ AI เริ่มทำงานเป็นชุดได้ เช่น รับโจทย์ วิเคราะห์ข้อมูล สร้าง output ที่พร้อมใช้ และเชื่อมต่อกับระบบภายในได้ ความหมายของการนำ AI ไปใช้ก็เปลี่ยนไปทันที

ถ้ามองในเชิงธุรกิจ เรากำลังขยับจาก

นี่เป็นประโยคสำคัญที่สุดของคลิป และเป็นมุมที่ธุรกิจไทยควรจับให้แม่น เพราะหลายองค์กรยังพอใจกับการใช้ AI เพื่อค้นหรือสรุป แต่ยังไม่ได้ต่อให้มันไปทำงานต่อจริง เช่น สร้างรายงาน อัปเดต CRM จัดลำดับประเด็นลูกค้า หรือเตรียม draft เอกสารภายใน

หน้าจอ platform ภายในองค์กร แสดงพื้นที่สนทนาเอกสารด้านซ้ายและตารางข้อมูลหลายคอลัมน์ด้านขวา

หัวใจของความสำเร็จไม่ใช่ model อย่างเดียว แต่คือ platform ภายใน

อีกเรื่องที่อ่านระหว่างบรรทัดได้ชัดคือ BAM ไม่ได้แค่ซื้อ AI มาใช้ แต่สร้าง internal AI platform ของตัวเองขึ้นมา แล้วทำให้คนทั้งองค์กรเข้าถึงได้จริง

อันนี้คือจุดต่างระหว่างการ “ทดลอง AI” กับการ “ใช้งาน AI ระดับองค์กร” อย่างแท้จริง

หลายบริษัทเริ่มจากการให้พนักงานสมัครใช้ chatbot คนละตัว ใครถนัดตัวไหนก็ใช้ตัวนั้น วิธีนี้เริ่มง่าย แต่ไปต่อยาก เพราะสุดท้ายจะเจอปัญหาเดิมคือ

การมี platform กลางช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ เพราะองค์กรสามารถกำหนดได้ว่าใครเข้าถึงอะไร ใช้ model ไหน เชื่อมกับข้อมูลใด และวัดผลจาก workflow ใดบ้าง

สำหรับธุรกิจไทย ไม่จำเป็นต้องเริ่มใหญ่แบบสถาบันการเงิน แต่ควรมีแนวคิดเดียวกัน คือมี จุดศูนย์กลางของการใช้ AI อย่างน้อยในระดับทีม เช่น shared prompt library, workflow ที่ใช้ซ้ำได้, ฐานความรู้กลาง และรายการงานที่อนุมัติให้ AI แตะได้

97% ขององค์กรใช้ทุกวัน สะท้อนอะไรบ้าง

ตัวเลข 97% ไม่ได้บอกแค่ว่า adoption สูง แต่บอกว่า AI ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์งานจริงมากพอ จนคนอยากใช้ต่อเนื่องเอง

หลายองค์กรชอบเริ่มจากการอบรมพนักงานจำนวนมาก แต่ถ้าหลังอบรมไม่มี workflow ที่ชัด ไม่มีข้อมูลเชื่อม ไม่มีโจทย์ที่ใช้แล้วประหยัดเวลาได้จริง การใช้งานจะตกลงเร็วมาก

ดังนั้น ถ้าอยากให้ adoption สูง สิ่งที่ควรโฟกัสไม่ใช่แค่ training แต่คือ

นี่เป็นจุดที่เราเห็นต่างกับความเชื่อที่ว่า “แค่ให้คนเข้าถึง AI เดี๋ยวทุกอย่างจะเกิดเอง” ในความเป็นจริง ถ้าไม่มีการออกแบบงานใหม่ AI มักจบที่การใช้แบบประปราย และกลายเป็นแค่ของเล่นของคนที่สนใจเท่านั้น

องค์กรที่อยู่แนวหน้าไม่ได้มีแค่เครื่องมือ แต่มีจินตนาการเรื่องงาน

ในคลิปมีมุมที่น่าสนใจมาก คือการย้ำว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการสร้างเครื่องมือเท่านั้น แต่เกิดจากการมีจินตนาการว่าระบบเหล่านี้จะเปิดทางให้อะไรได้อีก

ประโยคนี้ฟังดูนามธรรม แต่ในทางปฏิบัติหมายถึงการถามคำถามใหม่ เช่น

องค์กรส่วนใหญ่พลาดตรงนี้ เพราะใช้ AI เพื่อเร่งกระบวนการเดิม แต่ไม่ได้ออกแบบ operating model ใหม่ ผลคือได้ประโยชน์แค่บางส่วน

สำหรับธุรกิจไทย ถ้าเริ่มใช้ AI แล้วอยากได้ผลจริง ต้องกล้าทบทวนวิธีทำงานทั้งระบบ ไม่ใช่แค่เอา AI ไปเสียบในขั้นตอนเดิมเท่านั้น

ปี 2026: จากระบบที่ค้นหาได้ สู่ระบบที่ลงมือทำงานได้

คลิปทิ้งภาพระยะถัดไปไว้น่าสนใจมาก คือปี 2026 จะเป็นช่วงที่หลายองค์กรขยับจากระบบที่ทำหน้าที่ค้นหา ไปสู่ระบบที่ขับเคลื่อน workflow ได้จริงด้วย Codex harness

ถ้าอ่านให้ง่าย นี่หมายถึง AI จะไม่ใช่แค่หน้าต่างแชตอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นชั้นการทำงานที่เชื่อมคน ข้อมูล และระบบเข้าด้วยกัน

ตัวอย่างที่เป็นไปได้สำหรับธุรกิจไทย เช่น

อย่างไรก็ดี ต้องพูดตรงๆ ว่าคลิปนี้เป็นมุมขององค์กรชั้นนำที่มีทรัพยากรพร้อม ทั้งด้านข้อมูล ทีมงาน และโครงสร้างภายใน ธุรกิจขนาดเล็กอาจยังไปไม่ถึงระดับเดียวกันในทันที แต่ไม่ได้แปลว่าเริ่มไม่ได้ สิ่งที่ควรทำคือเริ่มจาก workflow ที่มีมูลค่าสูงและความเสี่ยงต่ำก่อน

Actionable Insights

Troubleshooting

การต่อยอด

แหล่งอ้างอิงที่ควรอ่านต่อ

สรุป Checklist ทั้งหมด

สรุปแล้ว คลิปนี้ไม่ได้ขายภาพว่า AI จะมาแทนคนทันที แต่กำลังชี้ว่าองค์กรที่นำหน้าเริ่มใช้ AI เป็นเครื่องจักรของงานความรู้แล้ว และเมื่อมันถูกเชื่อมเข้ากับ workflow จริง ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่ตอบเร็วขึ้น แต่คือทั้งองค์กรเคลื่อนที่เร็วขึ้น สำหรับเจ้าของธุรกิจและคนทำงานไทย บทเรียนสำคัญคืออย่าหยุดที่การลองใช้ AI แบบรายคน ให้เริ่มคิดแบบองค์กรว่าเราจะสร้างระบบงานใหม่จาก AI ได้ตรงไหนบ้าง

Insiderly

บทความจากกองบรรณาธิการ Insiderly

อ่านบทความทั้งหมด

More in ธุรกิจและการแข่งขัน

See all

บทความอื่นจาก Insiderly

See all

Decisions API: เมื่อ AI เลือกได้เร็ว ธุรกิจควรเริ่มใช้ตรงไหน

/