ที่มา: บทความ VideoToBlog วันที่ 2026-07-06 และคลิปของ OpenAI ตามที่ต้นฉบับระบุ วันที่นี้เป็นวันที่บทความ ไม่ใช่วันที่อัปโหลดวิดีโอที่ตรวจยืนยัน ผลลัพธ์ ตัวเลข และข้อเสนอเชิงธุรกิจเป็นคำกล่าวหรือภาพในต้นฉบับ ไม่ใช่ผลทดสอบซ้ำหรือคำรับรองผลในปัจจุบัน ตัวอย่างธุรกิจไทยเป็นการประยุกต์ตามต้นฉบับ · วิดีโอต้นทาง
ต้นฉบับสรุปคลิปจากช่อง OpenAI ซึ่งระบุ Steve Hasker ในฐานะซีอีโอ Thomson Reuters ในเวลานั้น เขาเล่ากิจวัตรเช้าวันจันทร์ที่เริ่มจากใช้ AI กับงานของตนเอง บทความนี้ถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมองของผู้พูด ไม่ใช่ผลประเมินการใช้ AI ทั้งองค์กรหรือการยืนยันตำแหน่งปัจจุบัน
แก่นของคลิปนี้เรียบง่ายมาก แต่คมมากเช่นกัน คือถ้าองค์กรอยากขยับเรื่อง AI จริง ผู้นำต้องลงมือใช้เอง ต้องเปิดวงเรียนรู้กับทีม และต้องยอมรับว่าการลองผิดพลาดคือส่วนหนึ่งของการเดินทาง บทความนี้จะสรุปและวิเคราะห์ว่า routine แบบนี้สำคัญอย่างไร ใช้กับธุรกิจไทยได้แบบไหน และมีข้อควรระวังอะไรบ้าง
สารบัญ
- สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในคลิป คือ AI ไม่ได้เริ่มจากนโยบาย แต่เริ่มจากนิสัย
- Monday Morning Routine ของผู้นำ เริ่มจากใช้ AI กับงานของตัวเองก่อน
- ความน่าเชื่อถือของผู้นำ ไม่ได้มาจากการพูดถึง AI แต่มาจากการใช้จริง
- คำถามที่ดีสำหรับผู้นำคือ ใครกำลังขยับเร็ว และใครกำลังเรียนรู้จากความผิดพลาดมากที่สุด
- การฟังสิ่งที่เกิดขึ้นรอบโลก ยังเป็นส่วนหนึ่งของ AI routine
- บทเรียนที่ใช้ได้กับธุรกิจไทย คืออย่าทำ AI rollout แบบแยกขาดจากงานประจำ
- ถ้าจะเริ่มทำตามคลิปนี้ เราควรเริ่มแบบไหนให้เกิดผล
- Actionable Insights
- Troubleshooting
- การต่อยอด
- สรุป Checklist ทั้งหมด
- สรุป
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในคลิป คือ AI ไม่ได้เริ่มจากนโยบาย แต่เริ่มจากนิสัย
ประโยคเปิดของ Hasker สะท้อนมุมที่หลายองค์กรยังมองข้าม เขามองว่าทุกคนกำลังเรียนรู้ไปพร้อมกัน ไม่มีใคร “รู้หมดแล้ว” เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเมื่อผู้นำทำตัวเหมือนเป็นคนที่มีคำตอบครบ ทีมมักไม่กล้าลอง ไม่กล้าถาม และไม่กล้าพูดถึงความผิดพลาด
ในทางกลับกัน ถ้าผู้นำเริ่มจากการยอมรับว่าเราทุกคนกำลังเรียนรู้ร่วมกัน วัฒนธรรมการทดลองจะเกิดง่ายกว่า อันนี้เป็นจุดที่ใช้ได้กับธุรกิจไทยแทบทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นบริษัทใหญ่ ร้านค้าออนไลน์ โรงงานขนาดกลาง หรือทีมบริการลูกค้า
หลายองค์กรในไทยติดอยู่ตรงนี้ คือซื้อเครื่องมือ AI มาแล้ว แต่ไม่มีใครใช้จริงในงานประจำวัน สุดท้าย AI กลายเป็นของที่ “มีไว้ประกาศ” ไม่ใช่ของที่ “มีไว้ทำงาน” คลิปนี้จึงมีคุณค่าเพราะมันย้ายการคุยจากระดับ strategy ลงมาสู่ระดับ routine
Monday Morning Routine ของผู้นำ เริ่มจากใช้ AI กับงานของตัวเองก่อน
ตามคำบอกเล่าในคลิป Hasker ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์เอกสาร เตรียมตัวสำหรับวันหรือสัปดาห์ และทบทวนปฏิทินงานในเช้าวันจันทร์ หลักฐานที่เก็บไว้ไม่ได้แสดงหน้าจอเครื่องมือ ขั้นตอนตั้งค่า หรือผลวัดเวลาของกิจวัตรนี้
นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันเปลี่ยนบทบาทของ AI จาก “ของเล่นใหม่” ให้กลายเป็น “ผู้ช่วยคิดก่อนเริ่มงาน” ถ้ามองในมุมเจ้าของธุรกิจ Routine นี้แปลได้เป็นชุดคำถามง่ายๆ เช่น
- สัปดาห์นี้มีประชุมอะไรที่ต้องเตรียมประเด็นล่วงหน้า
- มีเอกสารไหนที่ต้องสรุปเร็วเพื่อใช้ตัดสินใจ
- มีลูกค้ารายไหนที่ต้องตามต่อเป็นพิเศษ
- มีความเสี่ยงหรือคอขวดอะไรที่ควรรู้ตั้งแต่ต้นสัปดาห์
ถ้าเอามาใช้กับธุรกิจไทย ตัวอย่างที่เห็นภาพมากคือเจ้าของธุรกิจสามารถใช้ GPT ช่วยสรุป 3 เรื่องก่อนเริ่มสัปดาห์
- สรุปรายงานยอดขายสัปดาห์ก่อน
- สรุปประชุมค้างและงานที่ต้อง follow up
- จัดลำดับความสำคัญของสัปดาห์นี้พร้อมความเสี่ยง
จุดแข็งของวิธีนี้คือมันไม่ได้เริ่มจาก workflow ที่ซับซ้อน แต่เริ่มจากงานที่เราทำอยู่แล้วทุกวัน จึงมีโอกาสเกิด adoption มากกว่า

ความน่าเชื่อถือของผู้นำ ไม่ได้มาจากการพูดถึง AI แต่มาจากการใช้จริง
Hasker เน้นคำว่า authenticity หรือความจริงแท้ของการเปลี่ยนผ่านเรื่อง AI ประเด็นนี้ควรขยายความ เพราะหลายองค์กรกำลังเจอปัญหาคล้ายกัน คือผู้บริหารสนับสนุน AI ในเชิงนโยบาย แต่ไม่ได้ใช้เองในงานจริง
ผลที่ตามมาคือทีมงานรับสัญญาณตรงกันว่า AI เป็นโครงการของฝ่ายบริหาร ไม่ใช่เครื่องมือของคนทำงาน เมื่อเป็นแบบนี้ การใช้งานจะเกิดแบบผิวเผิน เช่น ทดลองครั้งสองครั้ง แล้วเงียบหาย
แต่เมื่อผู้นำใช้ AI เองจริง เช่น ใช้ช่วยอ่านเอกสารยาวๆ ใช้ช่วยเตรียมประชุม หรือใช้ช่วยคิดคำถามเชิงกลยุทธ์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือทีมจะเห็นมาตรฐานใหม่ของการทำงานโดยไม่ต้องบังคับมาก การสื่อสารเรื่อง AI จะไม่เป็นแค่คำสั่งบนลงล่าง แต่เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้
มุมนี้สำคัญมากสำหรับธุรกิจไทยที่เจ้าของยังมีบทบาทสูงในทุกการตัดสินใจ ถ้าเจ้าของเริ่มใช้ AI เองกับงานบริหาร การเปลี่ยนพฤติกรรมของทีมมักเกิดเร็วกว่าไปเริ่มจากการอบรมใหญ่โต
คำถามที่ดีสำหรับผู้นำคือ ใครกำลังขยับเร็ว และใครกำลังเรียนรู้จากความผิดพลาดมากที่สุด
อีกช่วงหนึ่งของคลิป Hasker ตั้งคำถามที่คมมาก เขาสนใจว่าใครคือ early movers ใครขยับเร็วที่สุด และใครกำลังทำผิดพลาดมากที่สุดจนได้บทเรียนมากที่สุด
นี่เป็นวิธีคิดที่ต่างจากวัฒนธรรมองค์กรแบบเดิมพอสมควร เพราะองค์กรจำนวนมากยังมองความผิดพลาดเป็นเรื่องต้องหลีกเลี่ยงให้หมด แต่ในโลก AI ถ้าไม่ลอง ก็แทบไม่มีทางเรียนรู้ว่าจุดไหนเวิร์ก จุดไหนไม่เวิร์ก และจุดไหนต้องตั้ง guardrail
แน่นอนว่า “สนับสนุนให้ผิดพลาด” ไม่ได้แปลว่าใช้งานแบบไม่มีการควบคุม โดยเฉพาะในงานที่เกี่ยวกับข้อมูลลูกค้า กฎหมาย การเงิน หรือการสื่อสารสาธารณะ สิ่งที่ควรเกิดคือการทดลองในกรอบที่ชัด เช่น ใช้กับงานร่าง ใช้กับงานสรุป ใช้กับงานภายในก่อน และให้คนตรวจทานเสมอ
สำหรับองค์กรไทย เรามองว่าคำถามที่ควรถามทีมทุกสัปดาห์อาจเป็นแบบนี้
- สัปดาห์นี้ทีมไหนใช้ AI แล้วประหยัดเวลาได้จริง
- prompt ไหนให้ผลลัพธ์ดีจนควรแชร์ต่อ
- จุดผิดพลาดที่เจอคืออะไร และเกิดจาก model, ข้อมูล หรือคำสั่งที่ไม่ชัด
- มีงานไหนที่ไม่ควรใช้ AI แบบอัตโนมัติ
คำถามพวกนี้ทำให้ AI กลายเป็นเรื่องของการเรียนรู้ร่วมกัน ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครดูเก่งกว่าใคร

การฟังสิ่งที่เกิดขึ้นรอบโลก ยังเป็นส่วนหนึ่งของ AI routine
ต้นฉบับยังเล่าว่าเขาฟังพอดแคสต์ข่าว Reuters เพื่อรับรู้ข่าวด่วน ภูมิรัฐศาสตร์และความเคลื่อนไหวของโลก ภาพประกอบช่วงนี้เป็นผู้ให้สัมภาษณ์ ไม่ใช่หน้าจอเว็บไซต์หรือเครื่องเล่นพอดแคสต์ จึงไม่ใช้ภาพยืนยันชื่อรายการหรือขั้นตอนใช้งาน
ตรงนี้สะท้อนความจริงข้อหนึ่งที่คนใช้ AI มักลืม คือ AI จะช่วยคิดได้ดีขึ้น เมื่อ input ที่ใส่เข้าไปดีพอ ถ้าผู้นำหรือทีมมีแต่เครื่องมือ แต่ไม่มีข้อมูล ไม่มีมุมมองต่อโลก ไม่มีสัญญาณจากตลาด คำตอบจาก AI ก็จะตื้นตาม input ที่ป้อนเข้าไป
พูดง่ายๆ คือ AI ไม่ได้แทนการรับรู้ความเคลื่อนไหวของโลก แต่มันช่วยเราประมวลผลโลกที่ซับซ้อนได้เร็วขึ้นต่างหาก
สำหรับเจ้าของธุรกิจไทย หลักคิดนี้เอาไปใช้ได้หลายแบบ เช่น
- ติดตามข่าวเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง แล้วให้ AI สรุปผลกระทบต่อธุรกิจ
- รวบรวม feedback ลูกค้า รีวิว หรือข้อความจากทีมขาย แล้วให้ AI ช่วยหา pattern
- เอาข่าวคู่แข่งหรือการเปลี่ยนแปลงกติกาตลาด มาถาม AI ว่าควรเตรียมรับมืออย่างไร
นี่คือสิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดเรื่อง AI มานาน คือคิดว่าเครื่องมือเก่งอย่างเดียวพอ แต่จริงๆ แล้ว “คุณภาพของคำถาม” และ “คุณภาพของข้อมูลตั้งต้น” สำคัญไม่แพ้กัน

บทเรียนที่ใช้ได้กับธุรกิจไทย คืออย่าทำ AI rollout แบบแยกขาดจากงานประจำ
คำว่า AI rollout ในคลิปฟังดูใหญ่ แต่สิ่งที่น่าจำคือการเปลี่ยนผ่านกว้างๆ แบบนี้จะเกิดไม่ได้ ถ้าเอา AI ไปวางไว้ข้างนอกงานจริง เช่น เปิดอบรม 1 ครั้ง แจก account แล้วหวังว่าทุกคนจะใช้ต่อเอง
สิ่งที่ได้ผลกว่าคือผูก AI เข้ากับงานประจำ เช่น
- ประชุมประจำสัปดาห์ให้ AI ช่วยสรุปประเด็นและ next step
- ฝ่ายขายใช้ AI ช่วยร่างอีเมลติดตามลูกค้า
- ฝ่ายบริการใช้ AI ช่วยจัดกลุ่มคำถามที่ลูกค้าถามบ่อย
- ฝ่ายบริหารใช้ AI ช่วยสรุปรายงานยาวให้เหลือประเด็นตัดสินใจ
มุมที่เราเห็นด้วยมากจากคลิปคือ การเปลี่ยนผ่านไม่ได้เกิดจากคำสั่ง แต่มาจากการใช้งานซ้ำๆ จนกลายเป็นนิสัย ส่วนมุมที่ควรระวังคือคลิปนี้พูดในระดับหลักคิด ยังไม่ได้ลงรายละเอียดเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล governance และข้อจำกัดของ model ซึ่งสำหรับองค์กรจริง โดยเฉพาะในไทย เรื่องนี้ห้ามมองข้าม
ถ้าจะใช้กับข้อมูลภายใน ควรเช็ก policy บริษัทก่อนเสมอ และถ้าจะให้ทีมใช้งานกว้างขึ้น ควรมีรายการงานที่ “ใช้ได้”, “ใช้ได้แต่ต้องตรวจทาน”, และ “ห้ามใช้” ให้ชัดเจน
ถ้าจะเริ่มทำตามคลิปนี้ เราควรเริ่มแบบไหนให้เกิดผล
ลำดับต่อไปนี้เป็นข้อเสนอประยุกต์ของบทความจากแนวคิดในคลิป ไม่ใช่รายการขั้นตอนที่ตรวจยืนยันว่า Hasker หรือทั้งองค์กรใช้เหมือนกัน และยังไม่มีผลวัดว่าจะช่วยทุกทีมได้เท่าใด
- อัปเดตสัญญาณภายนอก อ่านหรือฟังข่าวอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง 10 ถึง 15 นาที
- ป้อนข้อมูลให้ AI ใส่ตารางงาน รายงานสั้นๆ หรือโน้ตจากสัปดาห์ก่อน
- ให้ AI สรุปและจัดลำดับ ขอ 3 เรื่องด่วน 3 ความเสี่ยง 3 งานที่ควรโฟกัส
- ทบทวนด้วยคน ไม่รับคำตอบจาก AI แบบอัตโนมัติ แต่ใช้เป็น draft สำหรับตัดสินใจ
- แชร์สิ่งที่ได้เรียนรู้กับทีม อะไรเวิร์ก อะไรไม่เวิร์ก และ prompt ไหนควรเก็บเป็น template
องค์กรที่อยากทำให้ไปไกลกว่านี้ อาจสร้าง AI playbook ภายในแบบง่ายๆ ได้ เช่น รวม prompt ที่ใช้บ่อย วิธีตรวจคำตอบ และตัวอย่างงานที่ห้ามโยนให้ AI โดยตรง
Actionable Insights
- เริ่มจากงานเล็กแต่ทำทุกสัปดาห์ เช่น สรุปเอกสาร ประชุม และตารางงาน แทนการเริ่มจากโปรเจกต์ใหญ่
- ให้ผู้นำใช้ก่อน ถ้าหัวหน้าไม่ใช้จริง ทีมมักไม่เชื่อว่า AI สำคัญกับงานจริง
- ตั้งวงแชร์บทเรียนสั้นๆ ให้แต่ละทีมเล่าว่า prompt ไหนใช้แล้วได้ผล และพลาดตรงไหน
- ใช้ AI คู่กับข้อมูลภายนอก ข่าวตลาด เสียงลูกค้า และสัญญาณคู่แข่ง ช่วยให้คำตอบมีน้ำหนักขึ้น
- กำหนดขอบเขตการใช้งานให้ชัด งานไหนใช้ AI ได้ งานไหนต้องมีคนตรวจ และงานไหนไม่ควรใช้เลย
Troubleshooting
- ปัญหา: ใช้ AI แล้วคำตอบกว้างเกินไป
สาเหตุ: ใส่คำสั่งสั้นเกิน ไม่มีข้อมูลตั้งต้น
วิธีแก้: ระบุเป้าหมายให้ชัด ใส่เอกสารหรือโน้ตประกอบ และบอก format ที่ต้องการ เช่น สรุปเป็น 5 ข้อพร้อมความเสี่ยง - ปัญหา: ทีมลองครั้งเดียวแล้วเลิกใช้
สาเหตุ: AI ถูกมองว่าเป็นงานเพิ่ม ไม่ใช่ตัวช่วยงานเดิม
วิธีแก้: เลือกงานประจำที่ทำซ้ำทุกสัปดาห์มาทดลองก่อน เช่น สรุปประชุม ร่างอีเมล หรือจัดลำดับงาน - ปัญหา: คำตอบจาก AI ดูมั่นใจแต่ผิด
สาเหตุ: model เดาผิดหรือข้อมูลไม่ครบ
วิธีแก้: ใช้ AI เป็น draft เท่านั้น ตรวจข้อเท็จจริงเสมอ โดยเฉพาะตัวเลข ข้อกฎหมาย และข้อมูลลูกค้า - ปัญหา: ทีมกังวลเรื่องข้อมูลหลุด
สาเหตุ: ยังไม่มี policy ชัดว่าข้อมูลแบบไหนใส่ได้หรือไม่ได้
วิธีแก้: แยกประเภทข้อมูล ตั้ง guideline ภายใน และเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะกับระดับความอ่อนไหวของข้อมูล - ปัญหา: มีหลายคนใช้ AI แต่ไม่มีการเรียนรู้ร่วมกัน
สาเหตุ: ต่างคนต่างลอง ไม่มีพื้นที่แชร์สิ่งที่เจอ
วิธีแก้: ทำ weekly AI note สั้นๆ หรือใช้ช่องทางภายในทีมเก็บ prompt ตัวอย่างและข้อผิดพลาดที่ควรระวัง
การต่อยอด
- สร้าง Monday AI template สำหรับผู้บริหาร เช่น prompt สำหรับสรุปสัปดาห์ วาง priority และเตรียมประชุม
- ทำคลัง prompt กลางของบริษัท แยกตามทีมขาย การตลาด บริการลูกค้า และฝ่ายบริหาร
- ต่อยอดจากการสรุปข้อมูล ไปสู่การวิเคราะห์แนวโน้ม เช่น sentiment ของลูกค้า หรือ pattern ของยอดขายที่เริ่มผิดปกติ
สรุป Checklist ทั้งหมด
- ☐ เริ่มเช้าวันจันทร์ด้วยการอัปเดตข่าวหรือสัญญาณตลาดที่เกี่ยวข้อง
- ☐ ใช้ AI กับงานของตัวเองก่อน เช่น สรุปเอกสารและเตรียมประชุม
- ☐ ให้ AI ช่วยทบทวนปฏิทินและจัดลำดับความสำคัญของสัปดาห์
- ☐ ถามหาความเสี่ยง จุดคอขวด และงานที่ควรรีบตัดสินใจ
- ☐ ตรวจทานคำตอบด้วยคนก่อนใช้จริงเสมอ
- ☐ คุยกับทีมเป็นประจำว่าอะไรเวิร์ก อะไรพลาด และได้บทเรียนอะไร
- ☐ มองหาทีมที่ขยับเร็วและเรียนรู้จากการลองผิด
- ☐ ตั้ง guideline เรื่องข้อมูลและขอบเขตการใช้งานให้ชัด
- ☐ เก็บ prompt ที่ใช้แล้วได้ผลเป็น template ของทีม
- ☐ ทำให้ AI เป็นส่วนหนึ่งของงานประจำ ไม่ใช่โปรเจกต์แยกต่างหาก
สรุป
สิ่งที่คลิป Thomson Reuters CEO Steve Hasker swears by this AI Routine ทิ้งไว้ไม่ใช่สูตรลับของผู้นำระดับโลก แต่เป็นหลักคิดที่ตรงไปตรงมา คือถ้าอยากให้องค์กรใช้ AI จริง ผู้นำต้องเริ่มจากการใช้เอง ทำเอง เรียนรู้เอง และเปิดพื้นที่ให้ทีมเรียนรู้ร่วมกัน
สำหรับธุรกิจไทย นี่อาจเป็นจุดเริ่มที่ดีกว่าการไล่ตามเครื่องมือใหม่ตลอดเวลา เพราะสุดท้ายความต่างไม่ได้อยู่ที่ว่าเราเข้าถึง AI ตัวไหนก่อน แต่อยู่ที่ว่าเราเปลี่ยนมันให้กลายเป็นนิสัยการทำงานที่ดีขึ้นได้หรือไม่ ถ้าจะเริ่มสัปดาห์หน้าด้วยอะไรสักอย่าง เริ่มจาก Monday Morning AI Routine แบบเรียบง่ายนี่แหละอาจคุ้มที่สุด