Introducing GPT-5: ก้าวใหม่ของ AI ที่ฉลาดและเก่งกว่าเดิม
พบกับ GPT-5 รุ่นล่าสุดจาก OpenAI ที่พัฒนา AI ให้ฉลาดขึ้น รวดเร็วขึ้น และน่าเชื่อถือมากกว่าเดิม พร้อมความสามารถ reasoning, การสร้างซอฟต์แวร์ และใช้งานฟรีผ่าน ChatGPT
สำรวจวิสัยทัศน์และนวัตกรรม AI จาก Satya Nadella ในงาน Microsoft Build 2025 กับการเปิดตัว AI Coding Agents, Microsoft 365 Copilot และ Azure AI Foundry ที่เปลี่ยนโฉมการพัฒนาแอปและองค์กรสู่ยุค AI อย่างเต็มตัว
ในงาน Microsoft Build 2025 ที่จัดขึ้น ณ ซีแอตเทิล Satya Nadella CEO ของไมโครซอฟท์ได้เปิดเผยวิสัยทัศน์และนวัตกรรมล่าสุดที่เปลี่ยนแปลงวิธีการพัฒนาแอปพลิเคชันและการทำงานร่วมกับ AI ในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น งานนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของแพลตฟอร์มไปสู่ "เว็บเอเจนท์" ที่เปิดกว้างและขยายตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการสร้างแอป AI ในระดับองค์กรและนักพัฒนาทั่วโลก
Satya เริ่มต้นด้วยการพูดถึงความสำคัญของเครื่องมือในการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างสรรค์ไอเดียและจัดการกับความซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น โดย Visual Studio มีผู้ใช้งานมากกว่า 50 ล้านคน GitHub มีผู้ใช้ถึง 150 ล้านคน และ GitHub Copilot ถูกใช้งานโดยนักพัฒนากว่า 15 ล้านคนแล้ว
ไมโครซอฟท์ได้ประกาศอัปเดตใหม่ๆ เช่น การรองรับ .NET 10, ฟีเจอร์ Live Preview, การปรับปรุงเครื่องมือ Git และ Debugger สำหรับแอปข้ามแพลตฟอร์ม อีกทั้งยังเปลี่ยนแปลงการปล่อยเวอร์ชันเป็นรายเดือนเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของนักพัฒนาได้รวดเร็วขึ้น
ในส่วนของ Visual Studio Code ได้ปล่อยอัปเดตครั้งที่ 100 พร้อมฟีเจอร์หลายหน้าต่างและการจัดการ Stage จากในตัวแก้ไขโค้ดโดยตรง นอกจากนี้ GitHub Copilot ยังถูกเปิดซอร์สใน Visual Studio Code เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและพัฒนา AI Coding Agents ได้อย่างเสรี
Copilot ในโหมดเอเจนท์ไม่ใช่แค่ตัวช่วยเขียนโค้ดธรรมดาอีกต่อไป แต่กลายเป็นเพื่อนร่วมทีมที่สามารถรับมอบหมายงานซับซ้อนได้ เช่น การอัปเกรดเฟรมเวิร์ก Java หรือ .NET, การย้ายแอปไปยังคลาวด์ รวมถึงการแก้ไขบั๊กและเพิ่มฟีเจอร์โดยอัตโนมัติ
หนึ่งในฟีเจอร์ที่โดดเด่นคือ Autonomous Agent สำหรับ Site Reliability Engineering (SRE) ที่สามารถจัดการปัญหาแบบเรียลไทม์ เช่น การตรวจจับและแก้ไข memory leak โดยอัตโนมัติ พร้อมบันทึกเป็น GitHub Issue และมอบหมายงานต่อให้ Copilot ทำงานต่อ
Satya ได้เชิญ Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI มาร่วมพูดคุยถึงอนาคตของการพัฒนา AI Coding Agents ที่จะกลายเป็น "เพื่อนร่วมทีมเสมือน" ที่สามารถรับมอบหมายงานหลากหลายพร้อมกัน และช่วยให้นักพัฒนายังคงอยู่ในโฟลว์การทำงานได้อย่างต่อเนื่อง
Sam ได้เน้นย้ำถึงความเรียบง่ายในการใช้งานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยโมเดล AI จะไม่จำเป็นต้องเลือกมากมาย แต่จะทำงานได้อย่างแม่นยำและเชื่อถือได้มากขึ้น พร้อมรองรับความสามารถหลายรูปแบบ เช่น การแชท การใช้เครื่องมือ และการทำงานแบบอัตโนมัติ
ไมโครซอฟท์ได้เปิดตัว Microsoft 365 Copilot ที่รวมฟีเจอร์แชท ค้นหา โน้ตบุ๊ก การสร้างสรรค์เนื้อหา และเอเจนท์ต่างๆ ไว้ในที่เดียว ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ทั้งเว็บและข้อมูลภายในองค์กรอย่างง่ายดาย
ฟีเจอร์เด่นคือ Researcher Agent ที่สามารถสังเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่งเพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและทำงานได้อย่างลึกซึ้ง เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลใน Excel หรือการสร้างรายงาน PowerPoint โดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้ Copilot Studio ช่วยให้นักพัฒนาสร้าง AI Agents ได้ง่ายขึ้นด้วยโค้ดน้อย ๆ รวมถึงการเชื่อมต่อกับ MCP Servers เพื่อดึงข้อมูลสำคัญมาใช้ในงานต่างๆ เช่น การตอบ RFP หรือการตรวจสอบความสอดคล้องกับนโยบายขององค์กร
อีกนวัตกรรมที่น่าสนใจคือ Copilot Tuning ที่ช่วยให้องค์กรสามารถปรับแต่งโมเดล AI ให้สอดคล้องกับสไตล์และความรู้เฉพาะของบริษัท เช่น การสร้างเอกสารทางกฎหมายที่เหมาะกับโทนและเนื้อหาของบริษัทนั้นๆ
Foundry คือแพลตฟอร์มที่ช่วยให้นักพัฒนาสร้างและจัดการ AI Agents ในระดับองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับโมเดล AI กว่า 1,900 โมเดล รวมถึงการจัดการทรัพยากรและการประมวลผลแบบครบวงจร
Foundry ยังรองรับการทำงานแบบ Multi-Agent Orchestration ที่ช่วยประสานงานเอเจนท์หลายตัวเข้าด้วยกันในกระบวนการทำงานที่ซับซ้อน เช่น การดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล Stanford Medicine ที่ใช้ AI เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่งเพื่อช่วยในการตัดสินใจรักษา
การจัดการความปลอดภัยและการควบคุมสิทธิ์ของเอเจนท์ก็เป็นสิ่งที่ Foundry ให้ความสำคัญ โดยเชื่อมต่อกับระบบจัดการตัวตนอย่าง Entra และผสานกับระบบความปลอดภัยอย่าง Microsoft Defender เพื่อป้องกันภัยคุกคามต่างๆ
ไมโครซอฟท์ประกาศ Foundry Local ที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถรันโมเดล AI และเอเจนท์ต่างๆ บนเครื่องลูกข่ายได้อย่างรวดเร็ว รองรับระบบปฏิบัติการ Windows และ Mac พร้อม CLI สำหรับพัฒนาแอปในเครื่อง
Windows AI Foundry ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับการใช้งาน AI อย่างเต็มรูปแบบบน Windows ตั้งแต่ CPU, GPU, NPU จนถึงคลาวด์ โดยมีโมเดลที่ปรับแต่งได้และรองรับการใช้งานแบบ LoRa adapter เพื่อให้เหมาะสมกับงานเฉพาะด้าน
ฟีเจอร์ MCP (Model Context Protocol) ถูกผนวกเข้ากับ Windows อย่างเต็มที่ ทำให้แอปต่างๆ สามารถสื่อสารกับ MCP Servers ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยมีการจัดการสิทธิ์และการอนุญาตอย่างเข้มงวด
Kevin Scott ได้ให้ภาพรวมของ "เว็บเอเจนท์" ที่เป็นระบบเปิดและเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งประกอบด้วยชั้นของเอเจนท์ที่หลากหลายและชั้นการรันไทม์ที่รองรับความสามารถในการประมวลผลและเหตุผลของโมเดล AI
เขาย้ำว่าโมเดล AI ในปัจจุบันมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์มากกว่าที่เรานำมาใช้จริง และกระตุ้นให้นักพัฒนาตั้งเป้าหมายสูงขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์จากศักยภาพนี้
อีกประเด็นที่สำคัญคือ "ความทรงจำของเอเจนท์" (Agentic Memory) ซึ่งช่วยให้เอเจนท์สามารถจดจำบริบทและการโต้ตอบกับผู้ใช้ได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความเป็นส่วนตัวในการทำงานร่วมกัน
Kevin ยังกล่าวถึงโปรโตคอล MCP ที่เป็นมาตรฐานสำหรับการสื่อสารระหว่างเอเจนท์และบริการต่างๆ เช่นเดียวกับ HTTP สำหรับเว็บไซต์ พร้อมเปิดตัว NLWeb โอเพนซอร์สเฟรมเวิร์กที่ช่วยให้เว็บไซต์ทั่วไปกลายเป็นแอป AI agentic ได้อย่างง่ายดาย
ในส่วนของข้อมูล ไมโครซอฟท์ได้รวม Cosmos DB เข้ากับ Foundry เพื่อรองรับการจัดเก็บและเรียกใช้ข้อมูลในแอป AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการนำ Azure Databricks และ Microsoft Fabric มาใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ข้อมูลที่เป็นหนึ่งเดียว
Power BI ได้รับการอัปเกรดด้วย Copilot ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถถามตอบและวิเคราะห์ข้อมูลได้ด้วยภาษาธรรมชาติผ่านแชทอินเทอร์เฟซ
ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไมโครซอฟท์ร่วมมือกับ NVIDIA เปิดตัวระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ AI ที่ใช้ GPU รุ่นล่าสุด GV100 บน Azure พร้อมด้วยระบบเครือข่าย AI WAN ที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อรองรับการประมวลผล AI ขนาดใหญ่ในระดับโลก
อีกตัวอย่างที่น่าประทับใจคือการใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Azure ของ Met Office ในสหราชอาณาจักร ที่ช่วยทำนายสภาพอากาศและสภาพภูมิอากาศด้วยความแม่นยำสูงและความน่าเชื่อถือ
Microsoft Discovery คือแพลตฟอร์มที่ช่วยนักวิจัยในวงการวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมต่างๆ เร่งการค้นคว้าวิจัยผ่านการใช้ AI Agents ที่ทำงานร่วมกันในวงจรการวิจัย ตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล วิจัยเชิงลึก สร้างสมมติฐาน และทดลองใน HPC (High-Performance Computing)
ตัวอย่างที่นำเสนอคือการค้นคว้าวัสดุสำหรับ immersion coolant ที่ไม่ใช้สาร PFAS ซึ่งเป็นสารเคมีอันตราย โดย Discovery สามารถสร้างและคัดกรองสารเคมีนับล้านตัวได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นใช้การจำลอง HPC เพื่อคัดเลือกสารเคมีที่เหมาะสมที่สุด
การเปิดตัวและการพัฒนาของ Microsoft Build 2025 ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของวงการเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน AI และการสร้างเว็บเอเจนท์แบบเปิด ซึ่งไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนวิธีการพัฒนาแอปพลิเคชัน แต่ยังเปลี่ยนวิธีที่มนุษย์และเครื่องจักรทำงานร่วมกันอย่างลึกซึ้ง
การนำ AI เข้ามาเป็น "เพื่อนร่วมทีม" ในการเขียนโค้ดและจัดการงานต่างๆ ช่วยให้นักพัฒนามีประสิทธิภาพสูงขึ้นและสร้างสรรค์นวัตกรรมได้รวดเร็วกว่าเดิม ในขณะเดียวกัน Microsoft 365 Copilot และ Azure AI Foundry ก็เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและปรับใช้ AI ได้อย่างกว้างขวางในทุกภาคส่วนขององค์กร
ความสำเร็จของโปรโตคอล MCP และ NLWeb คือกุญแจสำคัญที่ทำให้เว็บเอเจนท์กลายเป็นระบบเปิดที่ทุกคนสามารถเข้าร่วมพัฒนาและขยายผลได้อย่างเสรี นี่คือตัวอย่างของการพัฒนาเทคโนโลยีที่ไม่ถูกผูกขาดแต่เป็นสมบัติของชุมชนนักพัฒนาทั่วโลก
สุดท้าย Microsoft Discovery แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ AI ในการปฏิวัติวงการวิทยาศาสตร์และการวิจัย ซึ่งจะช่วยเร่งให้เกิดการค้นพบใหม่ๆ ที่อาจเปลี่ยนแปลงโลกได้ในอนาคต
ในยุคที่ AI และเว็บเอเจนท์เติบโตอย่างรวดเร็วนี้ เราทุกคนจึงควรพร้อมที่จะเรียนรู้ ปรับตัว และใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับสังคมและธุรกิจในทุกมิติ