Skip to content

Hermes Agent Curator: จัดงานให้ AI แบบเป็นระบบ รันได้ง่ายขึ้น

Hermes Agent Curator ทำให้ AI Agent ใช้งานง่ายขึ้นแค่ไหน

Hermes Agent Curator: จัดงานให้ AI แบบเป็นระบบ รันได้ง่ายขึ้น
เผยแพร่:
สรุปจากคลิป ดูคลิปต้นฉบับ

Hermes Agent Curator ทำให้ AI Agent ใช้งานง่ายขึ้นแค่ไหน

video thumbnail for

สิ่งที่ทำให้หลายธุรกิจยังไม่ใช้ AI agent แบบจริงจัง ไม่ใช่เพราะไม่เห็นประโยชน์ แต่เพราะ “ตั้งค่ายาก” มากกว่า ต้องเลือก agent เอง เลือก model เอง จัดลำดับงานเอง และถ้าเลือกผิดตั้งแต่ต้น เวลาที่เสียไปก็หายทันที

คลิปจากช่อง Julian Goldie SEO หยิบประเด็นนี้มาพูดได้ชัดมาก ผ่านฟีเจอร์ใหม่ของ Hermes Agent Curator ซึ่งน่าสนใจตรงที่มันไม่ได้แค่เพิ่มความฉลาดให้ AI แต่ย้ายภาระการ “ออกแบบการทำงาน” ออกจากคนใช้ไปให้ระบบจัดการแทน บทความนี้จะสรุปและวิเคราะห์ว่า Curator คืออะไร ทำงานยังไง เหมาะกับใคร และถ้าเอามาใช้กับธุรกิจไทย เราควรเริ่มแบบไหนให้คุ้มที่สุด

สารบัญ

Step 1: เข้าใจก่อนว่า Hermes Agent Curator แก้ปัญหาอะไร

Hermes Agent เป็น open-source AI agent platform ที่เด่นเรื่องความยืดหยุ่น ใช้งานแบบรัน local ได้ ฟรีในระดับเครื่องมือ และต่อกับ model ได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น Claude, GPT, Gemini หรือ model local ผ่านเครื่องมืออย่าง Ollama และ LM Studio

ปัญหาเดิมของ AI agent คือเราต้องเป็นคนประกอบทุกอย่างเอง เช่น

จุดอ่อนนี้ทำให้ AI agent ดูเหมือนทรงพลัง แต่ใช้งานจริงกลับเหนื่อย โดยเฉพาะกับเจ้าของธุรกิจหรือทีมการตลาดที่ไม่ได้อยาก “เป็นคนสร้างระบบ” แค่อยากให้งานเสร็จ

Curator เข้ามาแก้ตรงนี้โดยเปลี่ยนหน้าที่จาก “เราเลือก agent” ไปเป็น “ระบบเลือก agent ให้เอง” จากเป้าหมายที่เราพิมพ์เข้าไป

หน้าจอเอกสาร Hermes Agent ส่วน Curator พร้อมเคอร์เซอร์ชี้ส่วนอธิบายการรัน

มองแบบง่ายที่สุด Curator คือผู้จัดการงานของทีม AI ภายในเครื่องเดียวกัน เราแค่บอกเป้าหมาย เช่น อยากได้แผนคอนเทนต์ 1 เดือน หรืออยากโตอีเมลลิสต์ ระบบจะไปแตกงานย่อย เลือก agent ที่เหมาะกับแต่ละช่วง แล้วรันงานตามลำดับให้

นี่คือจุดที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจสำหรับธุรกิจไทย เพราะปัญหาของหลายทีมไม่ใช่ “ไม่มี AI” แต่คือ “มีหลายตัวแต่ต่อกันไม่เป็น”

Step 2: มอง Curator ให้ถูกว่าไม่ใช่ AI ตัวเดียว แต่คือระบบคัดเลือกทีมงาน

ในคลิปมีประเด็นหนึ่งที่คมมาก คือแต่ก่อนคนส่วนใหญ่ยังคิดแบบ one agent, one job ใช้ agent ตัวเดียวทำงานหนึ่งก้อน ตั้ง prompt ยาวๆ แล้วหวังว่าจะออกมาดี ซึ่งพอเจองานซับซ้อน งานมักแผ่วตรงกลาง เพราะงานจริงไม่ได้มีแค่ “ตอบคำถาม” แต่มันมีลำดับคิด มีการตรวจ มีการส่งต่องาน

Curator กลับด้านนี้ มันดูโจทย์ก่อน แล้วค่อยแยกเป็นบทบาท เช่น

มุมนี้สำคัญมากสำหรับคนทำงาน เพราะสิ่งที่ Curator ลดไม่ใช่แค่เวลาพิมพ์ prompt แต่ลด ภาระการตัดสินใจ ซึ่งเป็นต้นทุนที่คนมักไม่ค่อยนับ

ถ้าเป็นธุรกิจไทย เช่น เอเจนซีขนาดเล็ก ร้านค้าออนไลน์ หรือทีมคอนเทนต์ in-house เรามักเสียเวลามากกับการคอยสลับเครื่องมือและตัดสินใจว่า “งานนี้ควรให้ AI ตัวไหนทำก่อน” Curator พยายามทำหน้าที่นั้นให้เป็นระบบเดียว

Step 3: ดูตัวอย่างการใช้งานจริง แล้วแปลงเป็นภาพของธุรกิจไทย

ตัวอย่างแรกที่ถูกยกขึ้นมาคือการทำ แผนคอนเทนต์ทั้งเดือน จากคำสั่งเดียว ระบบสามารถจัด flow ประมาณนี้ได้

  1. ดึง research agent ไปหาหัวข้อที่กำลังมา
  2. ส่งต่อให้ writer agent ร่างโพสต์
  3. ให้ planner agent จัดวันลง
  4. ให้ reviewer agent ตรวจงานก่อนสรุปผล

ถ้าแปลงเป็นธุรกิจไทย ภาพนี้เอาไปใช้ได้กับหลายงานมาก เช่น

อีกตัวอย่างคือการโต email list ผ่าน Kanban board เพียงใบเดียว เช่นการ์ดที่เขียนว่า “โตอีเมลลิสต์เดือนนี้” จากนั้น Curator แตกงานเป็น lead magnet, landing page copy, email sequence และ social posts ให้เอง

หน้าจอ Kanban ของ Hermes Agent แสดงขั้นตอน workflow สำหรับงานหลายเอเจนท์

จุดนี้น่าสนใจเพราะมันสะท้อนว่าระบบไม่ได้มองงานเป็น output ชิ้นเดียว แต่มองเป็น workflow ทั้งก้อน ซึ่งตรงกับการทำธุรกิจมากกว่า chatbot ปกติ

แต่ก็ต้องพูดตรงๆ ว่า output ที่ดีจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรา “มีทีม agent ที่ดีอยู่ก่อน” ถ้าในระบบมีแค่ agent ตัวเดียว Curator ก็ไม่มีทางเลือกอะไรให้คัดอยู่ดี

Step 4: เข้าใจโครงสร้างภายใน 3 ส่วน เพื่อใช้เป็นโดยไม่ต้องเขียนโค้ด

ตามที่อธิบายไว้ Curator มีองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน และนี่คือส่วนที่คนทำธุรกิจควรรู้ เพราะช่วยให้ใช้งานเป็นมากกว่ากดรัน

1) Task Reader

ส่วนนี้ทำหน้าที่อ่านสิ่งที่เราพิมพ์ แล้วพยายามเข้าใจว่าโจทย์จริงคืออะไร ไม่ใช่แค่ข้อความตรงหน้า ตัวอย่างเช่นคำว่า “ช่วยทำคอนเทนต์เดือนหน้า” อาจแปลว่าต้องมีการวิจัยหัวข้อ จัดหมวดหมู่ และวางตารางโพสต์ด้วย

2) Agent Picker

ส่วนนี้เป็นหัวใจของ Curator มันจะดูว่าในระบบมี agent อะไรบ้าง มีเครื่องมืออะไรบ้าง ใช้ model แบบไหน แล้วให้คะแนนว่าใครเหมาะกับงานที่สุด รวมถึงมองเรื่องความเร็วและต้นทุนด้วย

3) Runner

เมื่อเลือกทีมได้แล้ว Runner จะเป็นคนคุมลำดับการทำงาน ส่ง output จาก agent หนึ่งไปอีก agent หนึ่ง แล้วรวมผลเป็นคำตอบสุดท้าย

หน้าจอ Hermes Agent แสดงรายการเครื่องมือและสกิลที่ Agent Picker ใช้สำหรับคัดเลือกเอเจนต์

สิ่งที่น่าสนใจคือระบบมี feedback loop ถ้าเราไม่ชอบผลลัพธ์ สามารถกด feedback เพื่อให้ตัว picker เรียนรู้จากการใช้งานครั้งต่อไปได้

มุมวิเคราะห์ของเราคือ ฟีเจอร์นี้ทำให้ AI agent เข้าใกล้การเป็น “ระบบปฏิบัติงาน” มากขึ้น ไม่ใช่แค่เครื่องมือช่วยตอบ เพราะมันเริ่มจำได้ว่าแบบไหนเวิร์กกับ workflow ของเรา

Step 5: ใช้ Kanban ร่วมกับ Curator เพื่อเปลี่ยน AI ให้เป็นทีมงานหลังบ้าน

อีกส่วนที่น่าจับตาคือการทำงานร่วมกับ Kanban ใน Hermes ซึ่งอธิบายง่ายๆ ได้ว่าเหมือน Trello สำหรับ AI agent แต่ละการ์ดคืองาน แต่ละคอลัมน์คือขั้นตอน และ agent จะช่วยขยับงานไปตาม flow

เมื่อ Curator เข้ามาอยู่บน Kanban หน้าที่มอบหมาย agent ให้แต่ละการ์ดจะหายไป เราไม่ต้องมานั่งตัดสินใจเองว่างานนี้ควรใช้ใคร ระบบเลือกให้ตามโจทย์และตามลำดับงาน

สำหรับธุรกิจไทย นี่คือภาพที่จับต้องได้มาก เช่น

ข้อดีคือคนในทีมไม่ต้องเข้าใจเรื่อง model selection หรือ prompt architecture มากนัก แค่เข้าใจงานธุรกิจของตัวเองก็เริ่มใช้ได้

ข้อจำกัดคือถ้า workflow ภายในบริษัทยังไม่ชัด ต่อให้มี Curator งานก็อาจมั่วเหมือนเดิม เพราะระบบจะเก่งกับงานที่ถูกนิยามขั้นตอนพอสมควร

Step 6: รู้ข้อดีให้ครบ และรู้ข้อจำกัดให้ทันก่อนเอาไปใช้จริง

คลิปนี้พูดด้านบวกเยอะ และก็มีเหตุผล เพราะการลดงานตั้งค่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่ถ้ามองแบบคนทำธุรกิจ เราควรจับทั้งสองด้านพร้อมกัน

ข้อดีที่ชัด

ข้อจำกัดที่ต้องยอมรับ

ภาพหน้าจอ Hermes Agent แสดง Available Tools และ Available Skills สำหรับการเลือก agent ตามงาน

จุดที่เราคิดว่าสำคัญมากคือ อย่าตีความว่า Curator ทำให้ไม่ต้องคิดอีกต่อไป มันทำให้ “คิดครั้งเดียวแล้วใช้ซ้ำได้ดีขึ้น” มากกว่า ธุรกิจที่ได้ประโยชน์มากสุดจึงไม่ใช่ธุรกิจที่หวังพึ่ง AI แทนคนทั้งหมด แต่คือธุรกิจที่รู้ขั้นตอนงานของตัวเองพอ แล้วใช้ Curator มาลดงานจุกจิกในการจัดคิวและเลือกเครื่องมือ

Step 7: เริ่มใช้งานแบบปลอดภัยและคุมต้นทุนให้ได้ก่อน

แนวทางที่แนะนำในคลิปถือว่า practical มาก คือช่วงแรกควรตั้งให้ระบบ แสดงแผนก่อนรัน เราจะได้เห็นว่า Curator จะเลือก agent อะไร ใช้กี่ขั้นตอน แล้วค่อยกดอนุมัติ

แนวทางนี้เหมาะกับธุรกิจไทยมาก เพราะหลายทีมยังอยู่ในช่วงทดลอง ถ้าปล่อยอัตโนมัติทันที มีโอกาสได้ output ที่ใช้ไม่ได้ หรือใช้ token เกินจำเป็น

ถ้าจะเริ่มแบบคุมความเสี่ยง ควรทำตามนี้

  1. เริ่มจาก workflow เดียวก่อน เช่น การทำคอนเทนต์รายสัปดาห์
  2. ใช้ agent จำนวนน้อยแต่บทบาทชัด เช่น researcher, writer, reviewer
  3. เปิดโหมดตรวจแผนก่อนรันทุกครั้ง
  4. จดว่า output แบบไหนผ่าน แบบไหนไม่ผ่าน เพื่อฝึกระบบผ่าน feedback
  5. ถ้าใช้ model เสียเงิน ให้ติดตามต้นทุน token ต่อหนึ่งงาน

ส่วนเรื่องต้นทุน ถ้าใช้ model แบบ local ผ่าน Ollama หรือ LM Studio จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มาก แต่แลกกับข้อจำกัดด้านความแรงของเครื่องและคุณภาพของ model บางตัว เรื่องนี้ไม่มีคำตอบเดียว ต้องเลือกตามลักษณะงาน

ถ้าเป็นงานภาษาไทยที่ต้องใช้สำนวนขายหรือความแม่นของภาษา ควรทดสอบหลายรอบก่อนตัดสินใจย้ายไป local ทั้งหมด

Step 8: มองภาพใหญ่ให้เห็นว่า AI agent กำลังเข้าสู่เฟสใช้งานจริง

ข้อสรุปใหญ่ของคลิปนี้คือ AI agent เคยเป็นของที่หลายคนสนใจ แต่ยอมแพ้เพราะ setup ยุ่งเกินไป พอ Curator เข้ามาแก้จุดคอขวดเรื่องการเลือก การ route งาน และการจัดทีม agent ความเป็นไปได้ในการใช้งานจริงก็เพิ่มขึ้นทันที

ที่น่าสนใจอีกจุดคือการแบ่งค่ายของเครื่องมือ AI agent ออกเป็นสองแบบ

Hermes อยู่ฝั่ง open source และจุดแข็งเดิมของฝั่งนี้คือความยืดหยุ่น แต่จุดอ่อนคือใช้งานยาก Curator จึงมีนัยสำคัญมาก เพราะทำให้ฝั่งเปิดเริ่ม “ใช้ง่าย” ขึ้นโดยไม่เสียความยืดหยุ่น

สำหรับเจ้าของธุรกิจ นี่แปลว่าเราอาจไม่จำเป็นต้องรีบผูกตัวเองกับแพลตฟอร์มปิดตั้งแต่ต้น ถ้าต้องการ control มากขึ้นในระยะยาว การเรียนรู้เครื่องมือแบบเปิดอาจคุ้มกว่า โดยเฉพาะเมื่อระบบเริ่มมี memory ข้ามรอบ มี cost tracking และมี agent sharing ตามที่ทีม Hermes วางแผนไว้

หากต้องการเข้าใจแนวคิดเรื่อง open-source AI เพิ่มเติม สามารถอ่านภาพรวมได้จาก Open Source Initiative และถ้าสนใจแนวทางรัน model local สามารถดูข้อมูลของ Ollama เพิ่มได้

Actionable Insights

Troubleshooting

ปัญหา: ระบบเลือก agent ไม่ตรงกับงาน

สาเหตุ: agent ในระบบมีบทบาททับกัน หรือคำอธิบายงานไม่ชัด

วิธีแก้: แยกบทบาทของแต่ละ agent ให้ต่างกันชัดเจน เขียนคำอธิบายหน้าที่ใหม่ และใช้ feedback หลังจบรันทุกครั้ง

ปัญหา: งานออกมาหลายชิ้นแต่คุณภาพไม่ผ่าน

สาเหตุ: มีขั้นผลิต แต่ไม่มีขั้นตรวจ

วิธีแก้: เพิ่ม reviewer agent หรือ QA agent เข้าไปใน workflow ก่อนสรุปผลลัพธ์สุดท้าย

ปัญหา: ค่า API สูงเกินคาด

สาเหตุ: หนึ่ง task เรียกหลาย agent และใช้ model ราคาแพงทุกขั้นตอน

วิธีแก้: แยกงานง่ายไปใช้ model ที่ถูกกว่า ตั้งเพดานการใช้งาน และทดลองใช้ local model กับงานที่ไม่ critical

ปัญหา: ทีมเริ่มใช้แล้วงงว่าใครต้องทำอะไร

สาเหตุ: workflow เดิมในธุรกิจยังไม่ชัด พอเอา AI มาครอบเลยยิ่งสับสน

วิธีแก้: วาดขั้นตอนงานจริงก่อน 1 รอบ แล้วค่อยแปลงเป็น agent และการ์ดบน Kanban

ปัญหา: รันงานได้ แต่เอาไปใช้จริงไม่ได้

สาเหตุ: prompt เน้นให้ “ทำให้เสร็จ” แต่ไม่ได้กำหนด format ที่ต้องการ

วิธีแก้: ระบุ output ให้ชัด เช่น ต้องการตาราง, สรุป bullet, draft อีเมล, หรือโพสต์พร้อมหัวข้อและ CTA

การต่อยอด

สรุป Checklist ทั้งหมด

สรุปแล้ว Hermes Agent Curator ไม่ได้ทำให้ AI agent เก่งขึ้นแบบมหัศจรรย์ แต่มันทำให้ของที่เคยยุ่ง กลายเป็นของที่เริ่มใช้งานได้จริงมากขึ้นสำหรับคนทำธุรกิจ นี่คือความสำคัญของมัน ถ้าเรามอง AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือตอบคำถาม แต่เป็นระบบจัดงานหลังบ้าน Curator คือชิ้นส่วนที่ทำให้ภาพนั้นเริ่มจับต้องได้

สำหรับธุรกิจไทย คำถามที่ควรถามต่อไม่ใช่ “AI ตัวนี้ฉลาดแค่ไหน” แต่คือ “เรามี workflow ไหนที่พร้อมให้ AI เข้ามาจัดทีมและรันงานแทนเราได้แล้วบ้าง” ถ้าตอบคำถามนี้ได้เร็ว เราจะได้ประโยชน์จาก AI agent มากกว่าคนที่ยังมัวเลือกเครื่องมืออยู่

Insiderly

บทความจากกองบรรณาธิการ Insiderly

อ่านบทความทั้งหมด

More in ข่าวผลิตภัณฑ์ AI

See all
ภาพเปิดตัว Decisions API จากช่อง OpenAI

Decisions API: เมื่อ AI เลือกได้เร็ว ธุรกิจควรเริ่มใช้ตรงไหน

/

บทความอื่นจาก Insiderly

See all
ภาพเปิดตัว Decisions API จากช่อง OpenAI

Decisions API: เมื่อ AI เลือกได้เร็ว ธุรกิจควรเริ่มใช้ตรงไหน

/