Skip to content

Gemini Deep Research Max: AI Agent รีเสิร์ชแทนทีม พร้อมลดเวลาในงานข้อมูล

Gemini Deep Research อัปเดตใหม่: AI Agent ที่ช่วยทำรีเสิร์ชแทนทีมได้แค่ไหน

Gemini Deep Research Max: AI Agent รีเสิร์ชแทนทีม พร้อมลดเวลาในงานข้อมูล
เผยแพร่:
สรุปจากคลิป ดูคลิปต้นฉบับ

Gemini Deep Research อัปเดตใหม่: AI Agent ที่ช่วยทำรีเสิร์ชแทนทีมได้แค่ไหน

video thumbnail for

งานที่กินเวลาของคนทำธุรกิจจำนวนมาก ไม่ใช่งานตัดสินใจ แต่คือการ “ไล่หาข้อมูลให้พอจะตัดสินใจได้” ต่างหาก ตั้งแต่เช็กคู่แข่ง เตรียมข้อมูลก่อนคุยลูกค้า ไปจนถึงดูว่าตลาดใหม่คุ้มจะเข้าไหม งานพวกนี้ไม่ได้ยากเสมอไป แต่มักกินเวลาเป็นชั่วโมง และทำซ้ำทุกสัปดาห์

คลิปจากช่อง Julian Goldie SEO หยิบประเด็นนี้มาพูดตรงจุดมาก เพราะสิ่งที่ Google ปล่อยออกมาคือ Deep Research และ Deep Research Max บน Gemini API ซึ่งไม่ใช่แค่ AI ตอบคำถาม แต่เป็น AI agent ที่รับเป้าหมาย แล้วไปวางแผน ค้นหา เปรียบเทียบแหล่งข้อมูล สรุปความขัดแย้ง และเขียนรายงานให้จบ งานนี้สำคัญกับเจ้าของธุรกิจและคนทำงานไทยมาก เพราะมันแตะส่วนที่เสียเวลาที่สุดของ workflow ความรู้

ประเด็นที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ “มันเก่งขึ้น” แต่คือ มันเริ่มขยับจากเครื่องมือช่วยค้นหา ไปเป็นผู้ช่วยทำ research project และนั่นมีผลโดยตรงกับการขาย การตลาด การวางแผนสินค้า และการเตรียมประชุม

สารบัญ

Step 1: ทำความเข้าใจก่อนว่า Deep Research คืออะไร

แก่นของอัปเดตนี้คือ Google ไม่ได้ปล่อยฟีเจอร์เสริมเล็กๆ ในแชตบอต แต่ปล่อย autonomous research agent ที่รับโจทย์หนึ่งประโยค แล้วลงมือทำหลายขั้นตอนเอง ตั้งแต่:

ข้อมูลที่ถูกยกมาคือระบบสามารถรันได้สูงสุดประมาณ 160 searches ต่อหนึ่งงาน และประมวลผลข้อมูลระดับ 900,000 input tokens ต่อภารกิจ นั่นแปลเป็นภาษาคนทำงานได้ว่า มันไม่ได้อ่านแค่ 3-4 หน้าเว็บแล้วสรุป แต่มีศักยภาพมากพอจะกวาดข้อมูลเป็น “กองใหญ่” ก่อนเขียนคำตอบ

จุดนี้สำคัญมาก เพราะปัญหาของ AI รุ่นก่อนหน้าไม่ใช่แค่ตอบผิด แต่คือ ตอบเร็วเกินไปจากข้อมูลไม่พอ พอเจอเรื่องที่มีหลายมุม หลายแหล่ง และมีข้อมูลขัดกัน AI มักเลือกมุมใดมุมหนึ่งแล้วพูดเหมือนจริงทั้งหมด แต่รอบนี้ Google พยายามขยับจากการ “สรุป” ไปสู่การ “ไต่ตรองจากหลายแหล่ง” มากขึ้น

หน้าบทความบน Google เกี่ยวกับ Deep Research Max และ autonomous research agents

Step 2: ดูว่าอะไรทำให้เวอร์ชันใหม่นี้น่าสนใจกว่ารุ่นก่อน

ในคลิปมีการเปรียบเทียบชัดว่าเวอร์ชันก่อนหน้าซึ่งเปิดตัวช่วงปลายปี 2025 ทำหน้าที่คล้ายตัวสรุปข้อมูลเก่งๆ แต่ยังไม่เด่นเรื่องความลึกและการจัดการข้อมูลที่ขัดกัน ส่วนเวอร์ชันใหม่ถูกสร้างบน Gemini 3.1 Pro ซึ่งเป็น model หลักที่ Google ใช้เป็นฐาน

มีการยก benchmark หลายตัวเพื่อชี้ว่าความสามารถด้าน reasoning ดีขึ้นมาก เช่น คะแนนของ Deep Research Max บนงานค้นหาคำตอบเชิงซับซ้อนเพิ่มจาก 66.1% เป็น 93.3% และบนงานที่ต้องหาข้อเท็จจริงที่ค้นยาก คะแนนเพิ่มจาก 59.2% เป็น 85.9%

ตัวเลข benchmark ไม่ได้แปลว่าทุกคำตอบจะถูกเสมอ แต่สะท้อนว่า model เริ่มเก่งขึ้นในงานที่ต้อง:

สำหรับมุมธุรกิจ สิ่งที่น่าจับตาไม่ใช่ตัวเลขสวยๆ แต่คือคำถามว่า มันลดเวลาของทีมตรงไหนได้จริง ถ้างานรีเสิร์ชเดิมใช้ครึ่งวัน แล้วเหลือไม่กี่นาทีพร้อม citation ให้ตรวจต่อได้ นั่นแปลว่าทีมเอาเวลาไปใช้กับการตัดสินใจ การขาย หรือการปรับกลยุทธ์แทน

แต่ก็ต้องพูดตรงๆ ว่า benchmark ไม่ควรถูกตีความเกินจริง เราไม่ควรปล่อยให้ AI ไปสรุปเรื่องกฎหมาย การเงิน การลงทุน หรือข้อมูลที่เสี่ยงสูงโดยไม่มีคนตรวจ งานแบบนี้ควรใช้เพื่อ เร่งการเก็บข้อมูลรอบแรก ไม่ใช่แทนการตัดสินใจสุดท้ายทั้งหมด

Step 3: ใช้ workflow แรกเพื่อทำ Competitive Analysis ให้เร็วกว่าการเปิดสิบแท็บ

workflow แรกที่คลิปแนะนำเหมาะมากกับคนที่กำลังจะ เสนอขายงานลูกค้าใหม่ หรือ เข้าตลาดใหม่ เพราะปัญหาหลักคือเรามักเข้าไปแบบรู้คร่าวๆ แต่ยังไม่รู้ว่าคู่แข่งหลักคือใคร วางตำแหน่งตัวเองอย่างไร และมีช่องว่างตรงไหนในตลาด

รูปแบบ prompt ที่ใช้คือให้ AI ทำ competitive analysis แบบเต็ม โดยครอบคลุมผู้เล่นหลัก การวาง positioning ความเคลื่อนไหวในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ช่องว่างของตลาด และสิ่งที่ผู้เล่นรายใหม่ควรทำเพื่อให้โดดเด่น พร้อมอ้างอิงแหล่งที่มา

ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือรายงานประมาณ 1,500 ถึง 3,000 คำ พร้อม:

หน้าจอการพิมพ์ prompt สำหรับ competitive analysis ด้วย Gemini Deep Research: ผู้เล่นหลัก positioning และช่องว่างตลาด

ถ้าเอามาใช้กับธุรกิจไทย ภาพจะชัดมากในกรณีแบบนี้:

มุมที่เราควรระวังคือ ถ้าตลาดนั้นข้อมูลภาษาไทยกระจัดกระจาย หรือคู่แข่งไม่ได้อัปเดตข้อมูลสาธารณะมาก AI อาจให้ภาพที่เอนเอียงไปทางแบรนด์ที่ “สื่อสารเก่ง” มากกว่าคนที่ “ทำธุรกิจเก่ง” เพราะมันอาศัยข้อมูลที่มีให้อ่าน ดังนั้นรายงานแบบนี้ดีมากสำหรับการตั้งต้น แต่ยังต้องใช้สายตาคนจริงเติมมุมจากหน้างานเสมอ

Step 4: ใช้ workflow ที่สองเพื่อเตรียมก่อนคุยลูกค้าแบบไม่เสียเวลา

หลายทีมขายและทีมบริการลูกค้าเสียโอกาสตั้งแต่ก่อนเริ่มคุย เพราะเข้าประชุมด้วยข้อมูลแค่หน้า LinkedIn หรือเว็บบริษัทสองหน้า ทำให้ถามคำถามกว้างๆ และไม่แตะปัญหาจริงของลูกค้า

workflow นี้ออกแบบมาเพื่อทำ pre-call brief โดยให้ AI รีเสิร์ชบริษัทเป้าหมาย สรุปโมเดลธุรกิจ ข่าวล่าสุด ผู้บริหารหลัก pain points ของอุตสาหกรรม และคำพูดหรือสัญญาณสาธารณะที่บอกว่าบริษัทกำลังโฟกัสเรื่องอะไร จากนั้นให้จัดรูปแบบเป็นสรุปที่อ่านจบได้ใน 10 นาที

นี่เป็น use case ที่น่าใช้มากสำหรับ:

ถ้าเอามาใช้กับธุรกิจไทย เราอาจป้อนชื่อบริษัทเป้าหมาย แล้วให้สรุปเพิ่มอีก 3 ส่วนที่เป็นประโยชน์มาก:

ข้อดีคือเราไปถึงห้องประชุมพร้อมมุมมองที่คมขึ้น แต่ข้อจำกัดก็มีเหมือนกัน ถ้าบริษัทเป็น SME ไทยที่ข้อมูลออนไลน์น้อย AI อาจได้ข้อมูลไม่มากพอ และไปเติมจากอุตสาหกรรมกว้างๆ แทน ดังนั้นเราควรใช้มันเพื่อ “ตั้งสมมติฐานก่อนคุย” ไม่ใช่ฟันธงว่าอีกฝ่ายมีปัญหานี้แน่นอน

ภาพหน้าจอ Gemini Deep Research จัดรูปแบบ pre-call brief พร้อมแท็บ Sources และ Files

Step 5: ใช้ workflow ที่สามเพื่อเช็ก demand ก่อนลงแรงทำของใหม่

อันนี้น่าสนใจสำหรับเจ้าของธุรกิจที่ชอบมีไอเดียใหม่ตลอด แต่ยังไม่แน่ใจว่าควรลงมือทำไหม แนวทางคือให้ AI ไปหา demand signals ของสินค้า บริการ หรือ niche ที่สนใจ โดยดูจาก:

คุณค่าของ workflow นี้คือมันช่วยให้เราไม่ตัดสินใจจาก “ความรู้สึกว่ามันน่าจะมีคนซื้อ” แต่ดูจากหลักฐานหลายชั้นแทน ถ้าสัญญาณมาจากหลายแหล่งพร้อมกัน เช่น คนค้นหาเพิ่มขึ้น มีคนถามใน community มากขึ้น มีธุรกิจต่างประเทศทำแล้วเริ่มโต และมีบทวิเคราะห์รองรับ แบบนี้น้ำหนักจะดีกว่าการอ่านบทความเดียวแล้วรีบเชื่อ

ตัวอย่างในไทยที่ใช้ได้เลย เช่น:

สิ่งที่เราเห็นต่างเล็กน้อยจากความตื่นเต้นในคลิปคือ “มี demand” ไม่เท่ากับ “ทำแล้วขายได้” เพราะยังมีปัจจัยเรื่องกำลังซื้อ ความยากของการเข้าถึงลูกค้า ต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้า และความสามารถของทีมในการส่งมอบผลลัพธ์ ถ้าให้ดีที่สุด เราควรใช้ Deep Research เพื่อตรวจตลาด แล้วต่อด้วยการทดสอบ offer ขนาดเล็กก่อนเสมอ

Step 6: ใช้ workflow ที่สี่ทำ Market Brief รายสัปดาห์แทนการไถฟีด

อีก use case ที่ practical มากคือการตั้ง AI ให้ทำ weekly market briefing โดยสรุปความเคลื่อนไหวใน 7 วันที่ผ่านมา ครอบคลุมข่าว เครื่องมือใหม่ สินค้าใหม่ พฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยน และสิ่งที่กระทบคนทำธุรกิจในวงการนั้น

สำหรับเจ้าของธุรกิจ สิ่งนี้ช่วยมากในตลาดที่เปลี่ยนเร็ว เช่น AI, e-commerce, martech, SaaS หรือสุขภาพ เพราะปกติเราต้องเสียเวลาอ่าน newsletter หลายฉบับ ไถ LinkedIn หลายรอบ แล้วค่อยต่อจิ๊กซอว์เอง

แนวคิดที่ดีคือให้ brief นี้จบลงด้วย 3 ส่วนเสมอ:

  1. เกิดอะไรขึ้น
  2. มันมีผลกับธุรกิจเราอย่างไร
  3. สัปดาห์นี้ควรจับตาอะไร
หน้าตั้งค่า AI Automation Weekly Briefing พร้อมเลือก Deep research และการสรุปพัฒนาการสำคัญใน 7 วันล่าสุด

ถ้าจัดให้ดี มันจะกลายเป็น ritual ของทีมได้ เช่น ทุกเช้าวันจันทร์ ทีมเปิด market brief 1 ชิ้น แล้วใช้คุยกัน 10 นาที เท่านี้ก็ลดเวลาการอัปเดตข่าวแบบกระจัดกระจายลงไปมาก

Step 7: เข้าใจฟีเจอร์ที่สำคัญที่สุด คือการเชื่อมข้อมูลภายในบริษัทผ่าน MCP

ส่วนที่สำคัญที่สุดในคลิป และอาจมีผลจริงกับองค์กร มากกว่าตัวเลข benchmark คือ Google เพิ่มสิ่งที่เรียกว่า MCP Support หรือ Model Context Protocol ซึ่งพูดง่ายๆ คือการเปิดทางให้ agent เข้าถึงข้อมูลของเราเองได้ ไม่ใช่แค่ข้อมูลบนเว็บ

ตัวอย่างข้อมูลที่เชื่อมได้ตามแนวคิดนี้ เช่น:

เมื่อเอาข้อมูลภายในมารวมกับข้อมูลสาธารณะบนเว็บ สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่รายงานทั่วไป แต่เป็นรายงานที่ตอบคำถามธุรกิจได้ใกล้ความจริงมากขึ้น เช่น:

นี่คือจุดที่ AI agent เริ่มเข้าใกล้งานของ analyst หรือ strategist มากกว่างานของเสิร์ชเอนจินธรรมดา และถ้าใช้ถูกทาง มันช่วยดึง “ความรู้ที่กระจายอยู่ในองค์กร” ออกมาประกอบการตัดสินใจได้ดีขึ้น

แต่ต้องมีคำเตือนชัดๆ สองเรื่อง:

พูดอีกแบบคือ AI ไม่ได้แก้ปัญหา data hygiene ให้เรา ถ้าข้อมูลภายในเละ ผลลัพธ์ที่ได้ก็เละในรูปแบบที่ดูน่าเชื่อถือขึ้นเท่านั้น

สไลด์ประกาศ Model Context Protocol (MCP) support สำหรับบริการของ Google

Step 8: มองภาพใหญ่ให้ขาดว่า AI research agent กำลังแทน “ชั่วโมงค้นข้อมูล” ไม่ใช่แทนทั้งงาน

คลิปชี้ให้เห็นว่าทั้ง Google, OpenAI, Anthropic และ Perplexity ต่างกำลังเร่งไปทางเดียวกัน คือทำให้ autonomous research กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของงานความรู้

มุมนี้เราคิดว่าสำคัญมาก เพราะมันทำให้เห็นการเปลี่ยนผ่านของงานออฟฟิศชัดขึ้น จากเดิมที่ workflow คือ:

คำถาม → ใช้เวลาหลายชั่วโมงค้น → ได้รายงาน

กำลังจะกลายเป็น:

คำถาม → ได้รายงานเบื้องต้นเร็วมาก → ใช้เวลาไปกับการตัดสินใจและลงมือทำ

สำหรับเจ้าของธุรกิจไทย คนที่ได้เปรียบไม่ใช่คนที่ตามข่าว AI เก่งที่สุด แต่คือคนที่เริ่มถามว่า:

ถ้าตอบสามคำถามนี้ได้ เราจะรู้เลยว่าควรเริ่มใช้ Deep Research ตรงไหนก่อน

Step 9: Actionable Insights สำหรับเจ้าของธุรกิจและคนทำงาน

Step 10: Troubleshooting ปัญหาที่มักเจอเมื่อเริ่มใช้ Deep Research

ปัญหา: รายงานออกมากว้างเกินไป อ่านแล้วไม่รู้จะใช้ยังไง

สาเหตุ: prompt บอกแค่หัวข้อ แต่ไม่บอกเป้าหมายทางธุรกิจ

วิธีแก้: ระบุให้ชัดว่าต้องการใช้รายงานไปทำอะไร เช่น เตรียม pitch, เตรียม call, ประเมินตลาดใหม่ และกำหนดหัวข้อที่ต้องตอบเป็นข้อๆ

ปัญหา: ข้อมูลดูน่าเชื่อถือ แต่พอเช็กแล้วบางส่วนไม่ตรง

สาเหตุ: AI ดึงจากหลายแหล่งที่คุณภาพไม่เท่ากัน หรือสรุปเร็วเกินไป

วิธีแก้: บังคับให้มี citation, ให้สรุปจุดที่ข้อมูลขัดกันแยกต่างหาก และตรวจเฉพาะประเด็นสำคัญก่อนใช้งานจริง

ปัญหา: ใช้กับบริษัทไทยแล้วได้ข้อมูลน้อยหรือไม่ค่อยตรง

สาเหตุ: ข้อมูลสาธารณะของธุรกิจไทยจำนวนมากยังไม่เยอะพอ

วิธีแก้: เพิ่มชื่อเว็บไซต์ แหล่งข้อมูล หรือคู่แข่งที่อยากให้ค้น และถ้ามีข้อมูลภายในให้แนบเข้าไปด้วย

ปัญหา: ทีมลองใช้แล้วรู้สึกว่าไม่ได้ประหยัดเวลาเท่าที่คิด

สาเหตุ: เอาไปใช้กับงานที่ยังไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่มี template ชัดเจน

วิธีแก้: เลือก workflow เดียวก่อน เช่น pre-call brief แล้วสร้าง prompt template กลางให้ทั้งทีมใช้เหมือนกัน

ปัญหา: กังวลเรื่องข้อมูลภายในบริษัทหลุดออกไป

สาเหตุ: ยังไม่รู้ขอบเขตการเชื่อมต่อข้อมูลและนโยบายใช้งาน

วิธีแก้: เริ่มจากข้อมูลที่ไม่อ่อนไหวก่อน วางสิทธิ์การเข้าถึงให้ชัด และเช็ก policy ของ platform ทุกครั้งก่อนเชื่อมระบบจริง

Step 11: การต่อยอดที่น่าลองหลังจากใช้เป็นแล้ว

Step 12: สรุป Checklist ทั้งหมด

เช็กลิสต์นี้ใช้เป็น reference ได้ทันทีเมื่อจะเริ่มใช้ Gemini Deep Research ในงานจริง

สรุปให้สั้นที่สุด Gemini Deep Research และ Deep Research Max น่าสนใจเพราะมันไม่ได้เป็นแค่ AI สำหรับถามตอบ แต่เป็น AI agent สำหรับทำงานรีเสิร์ชหลายขั้นตอนแทนเรา จุดแข็งจริงอยู่ที่การรวบรวมข้อมูลจำนวนมาก สรุปหลายมุม และต่อยอดไปถึงการเชื่อมข้อมูลภายในบริษัทได้

ถ้าใช้ถูกที่ มันช่วยลดงานเปิดแท็บไล่หาข้อมูลแบบเดิมได้เยอะมาก แต่ถ้าใช้ผิดที่ มันก็อาจแค่ผลิตรายงานยาวๆ ที่ดูเก่งแต่ไม่ช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจดีขึ้น ดังนั้นคำถามที่ควรถามไม่ใช่ “AI ตัวนี้ฉลาดแค่ไหน” แต่คือ เราจะเอามันไปตัดเวลาส่วนไหนของ workflow เพื่อให้ทีมคิดและลงมือทำได้มากขึ้น

สำหรับคนที่อยากอ่านเพิ่มเรื่อง AI agents, model context protocol และแนวโน้มของเครื่องมือค้นคว้าอัตโนมัติ ลองดูข้อมูลประกอบจาก Google AI for Developers, Anthropic และ Perplexity เพื่อเทียบแนวทางของแต่ละ platform ได้ด้วย

Insiderly

บทความจากกองบรรณาธิการ Insiderly

อ่านบทความทั้งหมด

More in ข่าวผลิตภัณฑ์ AI

See all
ภาพเปิดตัว Decisions API จากช่อง OpenAI

Decisions API: เมื่อ AI เลือกได้เร็ว ธุรกิจควรเริ่มใช้ตรงไหน

/

บทความอื่นจาก Insiderly

See all
ภาพเปิดตัว Decisions API จากช่อง OpenAI

Decisions API: เมื่อ AI เลือกได้เร็ว ธุรกิจควรเริ่มใช้ตรงไหน

/