รับ Brief ฟรี

AI for Business Google's Vision for a Healthier Future: การใช้ AI เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน

#blog ai for business ai for medicine ai in healthcare ai updates alphafold digital health generative ai google ai google health health tech Apr 21, 2025

Google กำลังเปลี่ยนแปลงวงการสุขภาพด้วยการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยให้ทุกคนมีชีวิตที่ยืนยาวและสุขภาพดีขึ้น ผ่านแนวคิดที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม โดยเน้นการสร้างประสบการณ์ดูแลสุขภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล และสนับสนุนการค้นพบทางวิทยาศาสตร์เพื่อรักษาโรคที่รักษายาก รวมถึงการนำความสุขกลับคืนสู่การแพทย์

เสาหลัก 4 ประการของ Google ในการเปลี่ยนแปลงสุขภาพโลก

Google วางรากฐานการทำงานในวงการสุขภาพไว้ 4 ด้านหลัก ซึ่งช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมและแก้ไขปัญหาใหญ่ของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1. นำ AI ขั้นสูงที่สุดมาใช้ในวงการสุขภาพ

Google ลงทุนใน AI มาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี จนได้ระบบที่ก้าวล้ำอย่าง AlphaFold และโมเดลพื้นฐาน Gemini ที่เปิดโอกาสใหม่ๆ ในการรักษาโรคและค้นคว้าวิจัยทางการแพทย์

AlphaFold คือระบบ AI ที่สามารถทำนายโครงสร้างของโปรตีนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าใจโรคและพัฒนายาใหม่ๆ นวัตกรรมนี้ทำให้ทีม Google DeepMind อย่าง Demis Hassabis และ John Jumper ได้รับรางวัลโนเบล

ในขณะเดียวกัน โมเดล Gemini ซึ่งเป็นโมเดล AI แบบมัลติ-โมดอล (multimodal) ที่สามารถประมวลผลข้อมูลหลายรูปแบบพร้อมกัน เช่น ข้อความ ภาพ และเสียง รวมถึงมีความสามารถในการให้เหตุผล (reasoning) ทำให้เหมาะสำหรับแก้ปัญหาที่ซับซ้อนในวงการสุขภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ Google กำลังเข้าสู่ยุค “Agentic AI” ซึ่งหมายถึง AI ที่สามารถวางแผนและดำเนินการแทนมนุษย์ได้ ภายใต้การควบคุมของผู้ใช้ ทำให้ AI กลายเป็นพันธมิตรที่ช่วยงานในห้องวิจัยหรือข้างเตียงคนไข้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. พบผู้คนที่จุดที่เขาอยู่ (Meeting People Where They Are)

Google ให้ความสำคัญกับการมอบข้อมูลและความรู้ที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้ทุกคนสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน หรือสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ตัวอย่างหนึ่งคือความร่วมมือกับ eCare ในอินเดีย ที่ช่วยให้ประชากรกว่า 600 ล้านคนสามารถเก็บบัตรประจำตัวสุขภาพไว้ใน Google Wallet บนมือถือ Android ของพวกเขาได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย ซึ่งทำให้สามารถดูประวัติการรับวัคซีนหรือจองนัดตรวจสุขภาพประจำปีได้ง่ายขึ้น

ในด้านการดูแลฉุกเฉิน Google ยังได้พัฒนาฟีเจอร์บน Pixel Watch 3 ที่สามารถตรวจจับการสูญเสียการเต้นของหัวใจ และโทรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินแทนผู้ใช้ได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในตลาดและสามารถช่วยชีวิตได้จริง

3. ปรับเปลี่ยนองค์กรด้านสุขภาพให้ทันสมัย

ทั่วโลกมีปัญหาเหมือนกัน เช่น ขาดแคลนบุคลากรด้านสุขภาพ ค่าใช้จ่ายสูง และข้อมูลล้นมือเกินกว่าจะจัดการได้ถูกต้อง ซึ่งปัญหาเหล่านี้เหมาะกับการแก้ไขด้วย AI รุ่นใหม่ที่เรียกว่า Generative AI

ตัวอย่างที่น่าประทับใจคือ HCA Healthcare ในสหรัฐฯ ที่ใช้โมเดล Gemini สร้างระบบช่วยงานส่งต่อผู้ป่วยระหว่างพยาบาล ทำให้พยาบาลมีเวลาดูแลคนไข้มากขึ้นและลดเวลาที่ต้องใช้กับงานเอกสาร ระบบนี้เริ่มใช้งานที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งและตอนนี้กำลังขยายไปยังอีก 10 แห่ง เพิ่มจำนวนเตียงจาก 40 เป็น 1,000 เตียง

ในอินเดีย Manipal Hospitals ก็ประสบความสำเร็จลดเวลาการส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยจากเดิม 1.5 ชั่วโมง เหลือเพียง 20 นาทีเท่านั้น

อีกตัวอย่างคือ Servi ในฝรั่งเศส ที่นำ AI ของ Google มาใช้ในกระบวนการค้นคว้ายาใหม่ ช่วยลดเวลาในการทดลองจากหนึ่งสัปดาห์เหลือเพียงหนึ่งวัน และลดต้นทุนลงถึง 90%

4. สร้างระบบนิเวศสุขภาพที่เข้มแข็ง

Google ไม่เพียงแต่พัฒนา AI เท่านั้น แต่ยังให้เครื่องมือและแพลตฟอร์ม เช่น Android และ Google Cloud แก่พันธมิตรทั่วโลก เพื่อสร้างโซลูชันสุขภาพที่ตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะท้องถิ่น

ตัวอย่างเช่น Open Health Stack ที่พัฒนาโดยพันธมิตรในประเทศอูกันดาและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบน Android ที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในชุมชนสามารถสร้างแอปพลิเคชันแบบออฟไลน์ที่เข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยได้ แม้ในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต

นอกจากนี้ยังมีการใช้ AI ร่วมกับข้อมูลสุขภาพประชากร เพื่อวิเคราะห์และค้นหาแนวโน้มสุขภาพในชุมชน เช่น การเปลี่ยนแปลงคุณภาพอากาศ หรือการระบาดของไวรัสไข้หวัดใหญ่ เพื่อให้หน่วยงานสุขภาพสามารถวางแผนและตอบสนองได้อย่างทันท่วงที

Telus Health ในแคนาดากำลังร่วมมือกับ Google ใช้โมเดลวิจัยเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทางการแพทย์ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อหาแนวทางป้องกันและดูแลลูกค้าอย่างเหมาะสม

คำอธิบายศัพท์เทคนิค

  • AlphaFold: ระบบ AI ที่ทำนายโครงสร้างสามมิติของโปรตีนจากลำดับกรดอะมิโน ซึ่งช่วยให้นักวิจัยเข้าใจการทำงานของโปรตีนและพัฒนายาใหม่ได้เร็วขึ้น
  • Multimodal AI: AI ที่สามารถประมวลผลข้อมูลหลายประเภท เช่น ข้อความ รูปภาพ และเสียง พร้อมกัน เพื่อให้เข้าใจข้อมูลได้ลึกซึ้งและครบถ้วน
  • Agentic AI: AI ที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ เช่น วางแผนและดำเนินการบางอย่าง โดยยังอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ใช้

บทสรุปจาก Insiderly

การที่ Google นำ AI ขั้นสูงมาประยุกต์ใช้ในวงการสุขภาพ ไม่เพียงแต่ทำให้การดูแลผู้ป่วยมีประสิทธิภาพและความแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้การค้นคว้าวิจัยและพัฒนายาใหม่ๆ เป็นไปได้รวดเร็วและลดต้นทุนอย่างมาก การให้ความสำคัญกับการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่เหมาะสมในเวลาที่เหมาะสม ช่วยให้ผู้คนดูแลตัวเองได้ดีขึ้น และในเรื่องของการแก้ไขปัญหาองค์กรสุขภาพทั่วโลก AI ช่วยลดภาระงานของบุคลากรและเพิ่มเวลาที่ใช้ดูแลคนไข้โดยตรง

การสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่รวมแพลตฟอร์มและเครื่องมือที่เปิดกว้าง ทำให้พันธมิตรทั่วโลกสามารถพัฒนาโซลูชันที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ด้วยความก้าวหน้าของ Generative AI และเทคโนโลยี AI อื่นๆ Google กำลังก้าวสู่อนาคตที่ทุกคนทั่วโลกจะมีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง โดยมี AI เป็นพันธมิตรที่ช่วยเหลือและสนับสนุนทั้งผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และนักวิจัย

นี่คือภาพรวมของวิสัยทัศน์ที่ Google มุ่งมั่นอย่างแรงกล้า เพื่อสร้างโลกที่ทุกคนสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุดในแบบที่ตอบโจทย์ชีวิตของตนเองได้อย่างแท้จริง

Insiderly Pro

อ่านฟรีให้ตามทัน สมัครสมาชิกเมื่ออยากตัดสินใจให้คมขึ้น

บทความเปิดให้อ่านได้ตามปกติ ส่วนสมาชิกจะได้ brief เชิงลึก คลังย้อนหลัง และมุมวิเคราะห์สำหรับใช้คุยงานกับทีม

ดูสมาชิก