คู่มือสร้าง AI Second Brain ด้วย Obsidian & Codex (Grounded Knowledge)
AI สรุป5 นาที
AI Recap

คู่มือสร้าง AI Second Brain ด้วย Obsidian & Codex (Grounded Knowledge)

Full Guide: Build An AI Second Brain With Codex

Video RecapShip6 พฤษภาคม 2569อัปเดตล่าสุด 30 มิถุนายน 2569อ่าน 5 นาที724 คำInsiderly AI
เหมาะกับคนที่
01

ต้องตามข่าว AI สำคัญแบบไม่เสียเวลาทั้งวัน

02

ต้องอธิบายประเด็นนี้ให้ทีมฟังแบบกระชับ

03

อยากแยกเรื่องที่ควรลงมือออกจากข่าวที่ผ่านไปเร็ว

สำหรับสมาชิก

สมาชิกได้อ่านต่อว่าเรื่องนี้ควรมองยังไง

เรื่องนี้สำคัญกับหมวด Ship แค่ไหน
ควรลองตอนนี้ หรือรอดูอีกสักพัก
เรื่องนี้อาจกระทบเครื่องมือและวิธีทำงานอย่างไร
ดูสิทธิ์สมาชิก
คู่มือสร้าง AI Second Brain ด้วย Obsidian & Codex (Grounded Knowledge)
ให้ AI ช่วยอ่านต่อ
แชร์

เปิดบทความนี้ต่อในเครื่องมือที่คุณใช้ แล้วให้ช่วยสรุปมุมที่ควรคุยกับทีม: Full Guide: Build An AI Second Brain With Codex

สารบัญ
สรุปจากคลิป ดูคลิปต้นฉบับ

Full Guide: Build An AI Second Brain With Codex

video thumbnail for
video thumbnail for

ระบบ Second Brain แบบเดิมมักจบลงที่การเป็นเพียงที่เก็บข้อมูลขนาดใหญ่ บทความที่บันทึกไว้ วิดีโอ YouTube ที่ตั้งใจจะกลับมาอ่าน สรุปพอดแคสต์ ทวีต ไอเดียสั้นๆ หรือบันทึกการประชุม ล้วนถูกเก็บรวมกันไว้ แต่สุดท้ายกลับไม่ถูกหยิบมาใช้จริง

แนวคิดของ AI Second Brain ที่อธิบายไว้ที่นี่พยายามแก้ปัญหานั้นโดยตรง แทนที่จะเป็นแค่คลังเก็บข้อมูล มันถูกออกแบบให้เป็น ระบบความรู้ที่โต้ตอบได้ มีทั้งวิกิความรู้ส่วนตัว ระบบบันทึกความสัมพันธ์แบบ CRM และพื้นที่สำหรับการจดบันทึกประจำวันหรือ journaling ที่สามารถอ้างอิงสิ่งที่เคยเก็บไว้ได้อัตโนมัติ

ผลลัพธ์คือระบบที่สามารถตอบคำถามโดยยึดตามข้อมูลของตัวเอง ช่วยเชื่อมโยงโน้ตที่เกี่ยวข้อง สรุปเนื้อหา แยกหัวข้อสำคัญ และแม้แต่สะท้อนกลับจากสิ่งที่เขียนใน journal โดยอิงจากความรู้ที่สะสมไว้ก่อนหน้า

Second Brain แบบใหม่นี้ต่างจากระบบจดโน้ตทั่วไปอย่างไร

ปัญหาหลักของหลายคนไม่ใช่การขาดเครื่องมือเก็บข้อมูล แต่คือการเข้าถึงและนำข้อมูลนั้นกลับมาใช้ในเวลาที่เหมาะสม

ระบบนี้จึงถูกออกแบบบน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่

  • Wiki หรือ Knowledge Base สำหรับเก็บข้อมูลทุกอย่างจากรอบเว็บ เช่น บทความ วิดีโอ YouTube พอดแคสต์ และโพสต์ต่างๆ
  • CRM สำหรับเก็บข้อมูลคนที่เคยพบ เคยคุย รายละเอียดการติดต่อ และบริบทของความสัมพันธ์
  • Journal สำหรับเขียนบันทึกประจำวัน พร้อมให้ AI ดึงความรู้จาก wiki, journal เดิม และ CRM มาช่วยตอบกลับ

หัวใจของระบบอยู่ที่การทำให้ทุกอย่าง เชื่อมถึงกัน ไม่ใช่แยกเป็นไซโล ถ้าบันทึกเรื่องหนึ่งใน journal เกี่ยวข้องกับคำแนะนำจากวิดีโอที่เคยเซฟไว้ ระบบควรหยิบขึ้นมาให้ได้ ถ้าสิ่งที่กำลังคิดอยู่เชื่อมโยงกับคนที่เคยคุยไว้ใน CRM ก็ควรอ้างอิงได้เช่นกัน

ภาพรวมสถาปัตยกรรมของระบบ

ระบบนี้ใช้ Obsidian เป็นชั้นจัดการไฟล์ markdown และใช้ Codex เป็นตัวช่วยสร้างและโต้ตอบกับระบบ AI

กระบวนการหลักมีลักษณะดังนี้

  1. บันทึกข้อมูลจากเว็บผ่าน Obsidian Web Clipper
  2. เก็บข้อมูลต้นฉบับไว้ในโฟลเดอร์ raw
  3. ให้ AI ประมวลผล สรุปสาระสำคัญ และสร้างหน้า wiki จากข้อมูลนั้น
  4. เชื่อมโยงแนวคิด เครื่องมือ บุคคล บริษัท หรือหัวข้อที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน
  5. ใช้ระบบ chat หรือ journal เพื่อถามคำถามและรับคำตอบที่ grounded ในข้อมูลที่เก็บไว้จริง

แนวคิดนี้ต่อยอดจากกรอบของ LLM Wiki ที่ Andrej Karpathy เคยอธิบายไว้ โดยนำมาขยายให้เป็นระบบที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันมากขึ้น เช่น เพิ่ม journal และ CRM เข้าไปในโครงสร้างเดียวกัน

เครื่องมือที่ต้องใช้

การสร้างระบบนี้ไม่ได้ต้องใช้ชุดเครื่องมือจำนวนมาก แต่ต้องมีชิ้นส่วนหลักให้ครบดังนี้

  • Obsidian สำหรับจัดการ vault และอ่านไฟล์ markdown
  • Obsidian Web Clipper สำหรับเซฟบทความและดึง transcript จาก YouTube
  • Codex สำหรับช่วยสร้างโครงสร้างโปรเจกต์ แก้ไฟล์ และทำหน้าที่เป็นอินเทอร์เฟซคุยกับระบบ
  • GitHub สำหรับสำรองข้อมูลและ version control

หากต้องการรัน AI agent รูปแบบอื่นเพิ่มเติม เช่นระบบอัตโนมัติระดับสูง ยังมีการกล่าวถึงตัวเลือกอย่าง OpenClaw และบริการโฮสต์ที่ช่วยให้ติดตั้งง่ายขึ้น แต่แกนหลักของระบบ Second Brain นี้อยู่ที่ Obsidian และ Codex เป็นหลัก

เริ่มต้นสร้าง Vault สำหรับ Second Brain

ขั้นตอนแรกคือสร้าง Obsidian vault ใหม่ เช่นตั้งชื่อว่า Second Brain และจดจำตำแหน่งโฟลเดอร์บนเครื่องไว้ให้ชัด เพราะตำแหน่งนี้จะถูกใช้เป็นรากของโปรเจกต์ใน Codex

เมื่อสร้าง vault แล้ว ภายในจะยังว่างอยู่เกือบทั้งหมด จากนั้นจึงเปิด Codex และสร้างโปรเจกต์ใหม่โดยเลือก use an existing folder แล้วชี้ไปยังโฟลเดอร์เดียวกับ Obsidian vault ที่เพิ่งสร้าง

วิธีนี้ทำให้ Codex กับ Obsidian ทำงานบนไฟล์ชุดเดียวกันทันที Obsidian เป็นมุมมองสำหรับอ่านและจัดระเบียบ ส่วน Codex เป็นมุมมองสำหรับสร้างระบบและคุยกับ AI

โครงสร้างพื้นฐานของ LLM Wiki

หลังจากเชื่อม Codex เข้ากับโฟลเดอร์แล้ว ขั้นตอนถัดไปคือสร้างสถาปัตยกรรมเริ่มต้นของ wiki ตามแนวคิดของ Karpathy ซึ่งเป็นแบบมินิมอลและเข้าใจง่าย

โครงสร้างหลักประกอบด้วย

  • raw/ เก็บข้อมูลต้นฉบับที่นำเข้ามา
  • wiki/ เก็บไฟล์ markdown ที่ AI สร้างขึ้นจากการประมวลผลข้อมูล
  • agents.md เก็บกติกาและคำสั่งการทำงานของระบบ
  • index.md เป็นสารบัญของข้อมูลในระบบ
  • log.md บันทึกการเปลี่ยนแปลงหรือการประมวลผลที่เกิดขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ agents.md ทำหน้าที่เหมือนคู่มือพฤติกรรมของระบบ ทั้งวิธี ingest ข้อมูล วิธีตอบคำถาม วิธีอัปเดต index และวิธีจัดการไฟล์ใหม่ พูดง่ายๆ คือ logic ระดับสูงจำนวนมากถูกนิยามด้วย prompt ที่อ่านและแก้ไขได้

นั่นทำให้ระบบนี้ยืดหยุ่นมาก หากต้องการเพิ่มความสามารถใหม่ ก็ไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรมทั้งหมดใหม่เสมอไป แต่สามารถปรับกติกาใน agents.md ได้โดยตรง

ตั้งค่า Obsidian Web Clipper ให้ส่งข้อมูลเข้า raw

จุดสำคัญของการใช้งานจริงคือการทำให้การเก็บข้อมูลง่ายที่สุด Web Clipper ของ Obsidian ช่วยตรงนี้ได้มาก โดยเฉพาะกับ YouTube ที่สามารถดึง transcript เข้ามาอัตโนมัติ

การตั้งค่าหลักมีดังนี้

  • ระบุชื่อ vault ให้ตรงกับชื่อใน Obsidian
  • เลือก template เริ่มต้น
  • เก็บฟิลด์สำคัญ เช่น source title, source URL, วันที่บันทึก และ tag
  • ตั้งตำแหน่งปลายทางของโน้ตให้เป็น raw

เมื่อทำเสร็จ ทุกครั้งที่เจอบทความหรือวิดีโอที่ต้องการเก็บ ก็เพียงกด clip ระบบจะสร้าง markdown file ลงในโฟลเดอร์ raw โดยอัตโนมัติ

สำหรับ YouTube จุดเด่นคือการนำ transcript ทั้งชุดเข้ามาได้เลย ทำให้ระบบ AI มีวัตถุดิบเพียงพอที่จะสกัดแนวคิดสำคัญและสร้างหน้า wiki ได้มีประสิทธิภาพมากกว่าแค่เซฟลิงก์

จากข้อมูลดิบสู่หน้า Wiki ที่เชื่อมโยงกัน

หลังจากมีไฟล์ใน raw แล้ว ต้องสั่งให้ AI ประมวลผลข้อมูลเหล่านั้น ระบบจะอ่านข้อมูลต้นฉบับ สรุปสาระสำคัญ แยกหัวข้อ และสร้างหน้าใหม่ในโฟลเดอร์ wiki

ตัวอย่างสิ่งที่ระบบพยายามดึงออกมาจากแต่ละแหล่งข้อมูล ได้แก่

  • แนวคิดหลักหรือ key ideas
  • ธีมหรือหัวข้อสำคัญ
  • เครื่องมือหรือผลิตภัณฑ์ที่ถูกกล่าวถึง
  • ความเชื่อมโยงกับโน้ตอื่นที่มีอยู่แล้ว

เมื่อเริ่มมีข้อมูลหลายชิ้น ระบบจะทำงานคล้ายวิกิขนาดย่อม เช่น หากมีหลายวิดีโอพูดถึงเรื่องการสร้างวินัย ระบบสามารถสร้างหน้าหัวข้อเกี่ยวกับวินัย แล้วเชื่อมกลับไปยังแหล่งข้อมูลต้นทางแต่ละรายการได้

นอกจากนั้นยังมี index สำหรับรวมสารบัญ และ graph view ของ Obsidian ที่ช่วยให้เห็นว่าหัวข้อใดกำลังเชื่อมโยงกันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีการใช้งานต่อเนื่อง

การถามคำถามกับวิกิส่วนตัว

หนึ่งในความสามารถที่ทำให้ระบบนี้น่าสนใจคือการ chat กับคลังความรู้ส่วนตัว แทนที่จะถามโมเดลภาษาแบบทั่วไป ระบบจะตรวจสอบสิ่งที่อยู่ใน vault ก่อน แล้วตอบโดยอิงจากสิ่งที่เคยเก็บไว้

ตัวอย่างเช่น หากถามว่า

  • จะมีแรงจูงใจทำงานยากๆ ได้อย่างไรในวันที่ไม่อยากทำ
  • มีแนวคิดเรื่องการออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อสร้างวินัยอะไรบ้าง
  • เคยเก็บโน้ตไหนไว้เกี่ยวกับการทำคอนเทนต์หรือระบบ AI

ระบบจะอ่าน index, ตรวจสอบหน้า wiki ที่เกี่ยวข้อง แล้วสังเคราะห์คำตอบออกมา ไม่ใช่เพียงตอบกลับ แต่ยังอาจเพิ่มความรู้นั้นกลับเข้าไปใน wiki เพื่อให้คลังความรู้เติบโตจากการใช้งานจริงอีกด้วย

นี่คือจุดต่างสำคัญจากระบบค้นหาโน้ตธรรมดา เพราะทุกคำถามสามารถกลายเป็นการเพิ่มชั้นของการจัดระเบียบความรู้ได้

การปรับพฤติกรรมของระบบด้วย agents.md

เมื่อใช้งานไปสักระยะ จะเริ่มเห็นว่าระบบควรปรับอะไรเพิ่มเติม เช่น

  • ย้ายไฟล์ที่ประมวลผลแล้วจาก raw ไปยัง raw/processed
  • เพิ่มชื่อช่อง YouTube ลงใน front matter ของไฟล์ต้นฉบับ
  • เชื่อมหน้า wiki กลับไปยังต้นทาง เพื่อไม่ให้หน้าข้อมูลถูกทิ้งแบบ orphaned page

สิ่งเหล่านี้สามารถอัปเดตได้โดยแก้ใน agents.md โดยตรง หรือใช้ Codex ช่วยเขียนกติกาเพิ่มให้ก็ได้

แนวทางนี้ทำให้ระบบมีลักษณะ modular มาก ผู้ใช้สามารถกำหนดว่า ingest ควรทำอะไรบ้าง query ควรอิงแหล่งใดบ้าง และหลังประมวลผลเสร็จควรเคลื่อนย้ายไฟล์หรือบันทึก log อย่างไร

เพิ่ม Journal ให้ AI ช่วยสะท้อนความคิดจากข้อมูลที่เคยเก็บไว้

ส่วนของ journal คือหนึ่งในองค์ประกอบที่มีประโยชน์มากที่สุด เพราะนี่คือพื้นที่ที่ระบบไม่ได้แค่เก็บความรู้ แต่เริ่ม นำความรู้มาใช้กับปัญหาจริง

โครงสร้างที่เพิ่มเข้ามาคือโฟลเดอร์ journal/ พร้อมไฟล์ index สำหรับบันทึกรายการ journal ทั้งหมด โดยกติกาที่ตั้งไว้มีลักษณะดังนี้

  • หากเริ่มแชตด้วยคำว่า journal ระบบจะบันทึกข้อความและการสนทนาทั้งหมดเป็นไฟล์ markdown ใหม่
  • ตั้งชื่อไฟล์จากวันที่และชื่อย่อของหัวข้อ
  • เพิ่มรายการลง index ของ journal
  • เขียนสรุปสั้นใน log.md
  • ตอบกลับโดยอิงจาก wiki, journal เดิม, CRM และความรู้ทั่วไปของโมเดล

ผลคือ journal ไม่ได้เป็นแค่การระบายความคิด แต่กลายเป็นการสนทนากับระบบความรู้ส่วนตัว

ตัวอย่างกรณีใช้งานที่ยกขึ้นมาคือความกังวลเรื่องการทำวิดีโอ การตั้งชื่อแบบน่าสนใจแต่อาจถูกมองว่า clickbait และความลังเลระหว่างความตรงไปตรงมากับประสิทธิภาพในการดึงความสนใจ ระบบสามารถตอบกลับโดยอ้างอิงหน้า wiki เกี่ยวกับการสร้างคอนเทนต์ ความสม่ำเสมอ และแนวคิดที่เคยเก็บไว้ก่อนหน้า

คำตอบจึงมีความเฉพาะตัวมากกว่าการถาม AI ทั่วไป เพราะมันผูกกับสิ่งที่ผู้ใช้เคยให้ความสำคัญและเคยบันทึกไว้

เพิ่ม CRM เพื่อจดจำคน บริบท และความสัมพันธ์

อีกองค์ประกอบที่ต่อยอดจาก Second Brain ปกติคือ CRM ส่วนตัว โดยไม่จำเป็นต้องเป็นระบบขายหรือธุรกิจแบบเต็มรูปแบบ แต่ใช้เป็นฐานข้อมูลความสัมพันธ์ของคนที่เคยพบหรือเคยคุย

กติกาของ CRM ที่ตั้งไว้คือ

  • หากระบุว่าเป็นข้อมูลสำหรับ CRM ระบบจะสร้างหรืออัปเดตไฟล์ของบุคคลนั้น
  • ใช้ชื่อบุคคลเป็นชื่อไฟล์
  • เก็บรายละเอียด เช่น วิธีรู้จักกัน พบกันที่ไหน เคยคุยเรื่องอะไร และข้อมูลติดต่อ
  • สร้าง index เรียงตามตัวอักษร พร้อม bio หรือสรุปสั้นๆ ของแต่ละคน

เมื่อมีข้อมูลเหล่านี้แล้ว ผู้ใช้สามารถถามย้อนหลังได้ง่าย เช่น “เคยเจอคนนี้ที่ไหน” หรือ “เราเคยคุยเรื่องอะไรกับคนนี้” ซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับงานเครือข่าย งานอีเวนต์ หรือการรักษาความสัมพันธ์ระยะยาว

ทำให้ระบบทำงานอัตโนมัติ

หากต้องคอยเปิด Codex แล้วสั่ง process ทุกครั้ง ระบบจะยังไม่ลื่นพอสำหรับการใช้งานต่อเนื่อง จึงมีการตั้งค่า automation ให้ตรวจสอบโฟลเดอร์ raw เป็นระยะ

แนวทางที่ใช้คือ

  • สร้าง automation ชื่อประมาณว่า process second brain raw files
  • ตั้งให้รันกับโปรเจกต์ Second Brain โดยตรง
  • กำหนดความถี่ เช่น ทุกชั่วโมง
  • ใช้ prompt ประมาณว่า หากมีไฟล์ที่ยังไม่ถูกประมวลผลใน raw ให้ประมวลผลทันที

จากนั้น workflow ก็เรียบง่ายมาก

  1. เก็บบทความหรือวิดีโอด้วย web clipper
  2. รอให้ automation ประมวลผล
  3. ใช้งาน wiki, journal และ CRM ได้ตามปกติ

วิธีนี้ทำให้ระบบกลายเป็น background process ที่ค่อยๆ ฉลาดขึ้นเองเมื่อมีข้อมูลใหม่ไหลเข้ามา

สำรองข้อมูลขึ้น GitHub

ระบบ Second Brain มีคุณค่ามากขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่ใช้งาน ดังนั้นการสำรองข้อมูลจึงสำคัญมาก

วิธีที่แนะนำคือสร้าง private repository บน GitHub แล้วให้ Codex commit และ push ไฟล์ทั้งหมดขึ้นไปอัตโนมัติ เมื่อประมวลผลเสร็จในแต่ละรอบ

ข้อดีของการใช้ GitHub คือ

  • มี backup นอกเครื่อง
  • ย้อนเวอร์ชันได้
  • ติดตามการเปลี่ยนแปลงของ vault ได้ง่าย
  • ลดความเสี่ยงจากไฟล์เสียหายหรือเครื่องมีปัญหา

เมื่อเพิ่มคำสั่งนี้เข้าไปใน automation ระบบก็จะ ingest ข้อมูล ประมวลผล อัปเดตวิกิ แล้วสำรองขึ้น GitHub ต่อทันที

สิ่งที่ทำให้ระบบนี้น่าสนใจกว่าการใช้ AI ทั่วไป

จุดแข็งของ AI Second Brain แบบนี้ไม่ใช่แค่การมี AI มาตอบคำถาม แต่คือการทำให้ AI ยึดโยงกับบริบทเฉพาะของผู้ใช้

ข้อดีสำคัญมีหลายด้าน

  • ข้อมูลไม่ตายอยู่ในคลัง เพราะถูกเรียกใช้กลับมาได้จาก chat และ journal
  • ความรู้เชื่อมโยงกันเอง ผ่าน wiki, index และ graph view
  • ระบบสะท้อนรูปแบบซ้ำ ได้จาก journal เดิม ทำให้เริ่มเห็น pattern ของความคิดหรือปัญหา
  • บริบทของผู้คนและความสัมพันธ์ไม่หาย เพราะผนวก CRM เข้ากับระบบเดียวกัน
  • ปรับแต่งได้สูง เพราะ logic ส่วนใหญ่ถูกนิยามผ่าน prompt ใน agents.md

เมื่อใช้ต่อเนื่องหลายวันหรือหลายสัปดาห์ vault จะค่อยๆ พัฒนาเป็นแผนที่ความคิดและความรู้ส่วนตัวที่มีมิติมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากสิ่งที่อ่าน สิ่งที่ฟัง สิ่งที่คุยกับคนอื่น และสิ่งที่คิดกับตัวเอง

แนวทางต่อยอดในอีก 6-12 เดือน

แม้ระบบพื้นฐานนี้จะใช้งานได้แล้ว แต่ยังสามารถขยายต่อได้อีกมาก เช่น

  • แยกโฟลเดอร์เฉพาะสำหรับ people, companies, tools หรือ topics
  • เพิ่มกติกาให้แตก entity จากคอนเทนต์แบบละเอียดขึ้น
  • ผูกกับระบบบันทึกการประชุมอัตโนมัติ
  • เชื่อมกับช่องทางสื่อสารหรือ agent อื่นๆ

สาระสำคัญคือไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบใหญ่และซับซ้อน สิ่งที่ใช้งานได้จริงเริ่มจากโครงสร้างที่เล็ก ชัดเจน และเพิ่มความสามารถทีละส่วนตามรูปแบบการใช้งานของตัวเอง

สรุป

AI Second Brain ที่สร้างด้วย Codex และ Obsidian แสดงให้เห็นว่าระบบจัดการความรู้สมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่ “ที่เก็บข้อมูล” อีกต่อไป มันสามารถเป็นวิกิส่วนตัวที่ค้นหาได้ พื้นที่สะท้อนความคิดที่เชื่อมกับข้อมูลจริง และฐานข้อมูลความสัมพันธ์ที่เรียกใช้ได้ทันที

โครงสร้างของระบบนี้เรียบง่ายพอจะเริ่มทำได้ทันที แต่ยืดหยุ่นพอจะขยายกลายเป็นฐานความรู้ที่ทรงพลังในระยะยาว

หากเป้าหมายไม่ใช่แค่การเซฟข้อมูล แต่คือการ เปลี่ยนข้อมูลที่สะสมไว้ให้กลายเป็นการตัดสินใจที่ดีขึ้น ความคิดที่ชัดขึ้น และการเรียกใช้ความรู้ได้ตรงเวลา แนวทางนี้ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบของ AI knowledge management ที่น่าลองมากที่สุดในตอนนี้

อ่านต่อ

บทความที่ควรอ่านต่อ

อ่านหมวด Ship ต่อ →
หรือ
§ 05 · จดหมายข่าว

สรุป AI ส่งทางอีเมล

1,200+ builders อ่านทุกสัปดาห์ · ส่งทุกเช้า · ยกเลิกได้ทุกเมื่อ · ไม่ส่งถี่ให้รกกล่อง

สมัครรับฟรี

ข่าวสำคัญพร้อมคำอธิบายสั้น ๆ ว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับเราอย่างไร ส่งให้อ่านต่อได้ทันที

อ่านฟรียกเลิกได้ทุกเมื่อ