AI กับการเปลี่ยนแปลงวงการประกันภัย
บทความบรรณาธิการ 3 นาที
Editorial Brief

AI กับการเปลี่ยนแปลงวงการประกันภัย

<user-supplied>AIในประกันภัย AI กับการเปลี่ยนแปลงในวงการประกันภัย: โอกาสและความท้าทายในยุคดิจิทัล</user-supplied>

19 กันยายน 2568 อัปเดตล่าสุด 22 มิถุนายน 2569 อ่าน 3 นาที 431 คำ Wora AI
เหมาะกับคนที่
01

ต้องตามข่าว AI สำคัญแบบไม่เสียเวลาทั้งวัน

02

ต้องอธิบายประเด็นนี้ให้ทีมฟังแบบกระชับ

03

อยากแยกเรื่องที่ควรลงมือออกจากข่าวที่ผ่านไปเร็ว

สำหรับสมาชิก

สมาชิกได้อ่านต่อว่าเรื่องนี้ควรมองยังไง

เรื่องนี้สำคัญกับหมวด AI แค่ไหน
ควรลองตอนนี้ หรือรอดูอีกสักพัก
เรื่องนี้อาจกระทบเครื่องมือและวิธีทำงานอย่างไร
ดูสิทธิ์สมาชิก
AI กับการเปลี่ยนแปลงวงการประกันภัย
ให้ AI ช่วยอ่านต่อ
แชร์

เปิดบทความนี้ต่อในเครื่องมือที่คุณใช้ แล้วให้ช่วยสรุปมุมที่ควรคุยกับทีม: <user-supplied>AIในประกันภัย AI กับการเปลี่ยนแปลงในวงการประกันภัย: โอกาสและความท้าทายในยุคดิจิทัล</user-supplied>

สารบัญ

เมื่อไม่นานมานี้ มีการพูดคุยจากผู้เชี่ยวชาญในวงการประกันภัยและเทคโนโลยี AI ที่น่าสนใจมาก เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ AI ในธุรกิจประกันภัย โดยเฉพาะในตลาดประกันภัยทรัพย์สินและอุบัติเหตุ (P&C) ที่มีมูลค่ากว่าแสนล้านดอลลาร์ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้บริหารและผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้องกับ AI ในวงการนี้เปิดให้เห็นภาพชัดเจนว่า AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนแปลงแนวทางการทำงานในหลายมิติ

บทความนี้จะสรุปและวิเคราะห์ประเด็นหลักจากการพูดคุยครั้งนั้น ตั้งแต่การนำ Large Language Models (LLMs) มาใช้จริงในองค์กร ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการตั้งราคาประกัน การประเมินความเสี่ยง การจัดการเคลม และการสร้างประสบการณ์ลูกค้า รวมถึงความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลและทรัพยากรบุคคลในอนาคต

การประยุกต์ใช้ AI ในองค์กรประกันภัยระดับโลก

เริ่มต้นด้วย Marcin Detyniecki ผู้ดำรงตำแหน่ง Chief Data Scientist ของ AXA บริษัทประกันภัยระดับโลกที่แม้จะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในสหรัฐฯ แต่เป็นหนึ่งในผู้นำของวงการ เขาเล่าให้ฟังถึงการนำ Large Language Models (LLMs) มาใช้งานจริงภายในองค์กรที่มีพนักงานกว่า 150,000 คนใน 55 ประเทศ โดยเน้นไปที่การสร้างแพลตฟอร์มที่ปลอดภัย เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลของบริษัทจะไม่รั่วไหลไปยังภายนอก

สิ่งที่น่าสนใจคือ AXA ไม่ได้ใช้ LLMs เพียงแค่ตอบคำถามหรือทำงานแทนมนุษย์โดยตรง แต่เลือกใช้ LLMs เป็นเครื่องมือช่วยเหลือ (copilots) สำหรับงานเล็ก ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เช่น การสร้าง prompt ประเภทต่าง ๆ ที่พนักงานสามารถเสนอและโหวตให้คะแนนกันได้ ซึ่งช่วยให้เกิด “ปัญญาร่วม” (collective intelligence) ในองค์กร และทำให้ AI สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะด้านของแต่ละหน่วยงานอย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น

อีกหนึ่งแนวคิดที่เป็น “เดิมพันใหญ่” ของ AXA คือการนำ LLMs มาแปลงสัญญาประกันภัยที่เป็นเอกสารจำนวนมากให้กลายเป็นรูปแบบที่ “คำนวณได้” (computable contracts) ซึ่งสามารถนำไปใช้ในระบบอัตโนมัติของบริษัท เช่น ระบบ call center หรือการประมวลผลเคลม การทำเช่นนี้ช่วยลดต้นทุนด้าน API ของ LLMs เพราะไม่ต้องเรียกใช้ทุกครั้งที่มีเคลม แต่ใช้แค่ครั้งเดียวเมื่อต้องแปลงสัญญา ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและเปิดโอกาสให้สามารถจัดการสัญญาได้อย่างยืดหยุ่น เช่น การปรับเปลี่ยน เปรียบเทียบ หรือทำให้พอร์ตโฟลิโอของบริษัทเรียบง่ายขึ้น

AI กับการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการเคลมและการตั้งราคา

Christopher Paquette จาก Allstate หนึ่งในบริษัทประกันภัยรายใหญ่ในสหรัฐฯ เล่าถึงบทบาทของ AI ในการเปลี่ยนแปลงกระบวนการเคลมในช่วงเวลา 1 ปีข้างหน้า ที่เน้นไปที่การเก็บข้อมูลอย่างครบถ้วนและแม่นยำ เช่น ข้อมูลผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ ความรุนแรงของอุบัติเหตุ และข้อมูลเสริมอื่น ๆ อย่างเทเลเมติกส์ (telematics) สภาพอากาศ และข้อมูลจราจร การนำ AI มาใช้ในขั้นตอนนี้ช่วยลดข้อผิดพลาดและเพิ่มความรวดเร็วในการประมวลผลเคลม

นอกจากนี้ AI ยังช่วยระบุเคลมที่มีลักษณะบาดเจ็บทางร่างกาย (bodily injury) ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสำคัญมากเพราะการดูแลผู้บาดเจ็บอย่างถูกต้องช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว และลดโอกาสที่ลูกค้าจะต้องใช้บริการทนายความซึ่งเป็นต้นทุนภายนอกที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้บาดเจ็บโดยตรง

ส่วนในมุมมองระยะยาว 5 ปี Marcin มองว่าการตั้งราคาจะมีความไดนามิกมากขึ้น โดยอาศัยข้อมูลแบบเรียลไทม์จากเทเลเมติกส์และข้อมูลอื่น ๆ ที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถกำหนดราคาที่แม่นยำขึ้นตามพฤติกรรมผู้เอาประกัน ทั้งนี้ AI ยังช่วยให้เข้าใจความเสี่ยงในระดับที่ลึกและกว้างขึ้น เช่น การใช้ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อประเมินความเสี่ยงในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายเรื่องการจัดหาข้อมูลที่เหมาะสมและการติดป้ายกำกับข้อมูล (labeling)

Henriette Fleischmann จาก Foster AI เสริมว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า บางพื้นที่อาจกลายเป็น “พื้นที่ที่ไม่สามารถทำประกันได้” เช่น พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมที่บริษัทประกันภัยเริ่มถอนตัวออกไปแล้ว การประเมินความเสี่ยงและการเคลมจะต้องมีระบบที่ช่วยให้การประเมินและการจ่ายเคลมรวดเร็วขึ้น เช่น การกระตุ้นให้ลูกค้าถ่ายรูปเพิ่มเติมหลังเกิดภัยพิบัติ เพื่อเร่งกระบวนการซ่อมแซมและลดต้นทุน

ทั้งนี้ Henriette ยังเน้นถึงความซับซ้อนในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินภายในบ้าน เช่น เฟอร์นิเจอร์ ที่ต้องการการตรวจจับเนื้อหา (content detection) ที่ละเอียดและแม่นยำ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากและยังไม่สามารถแก้ไขได้ในตอนนี้

โอกาสและความท้าทายในการหาลูกค้าใหม่ด้วย AI

ในส่วนของการหาลูกค้าใหม่หรือการ “acquisition” Henk van Biljon จาก Font AI อธิบายว่า AI โดยเฉพาะ Generative AI จะช่วยสร้างเนื้อหาที่ตอบโจทย์และเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทำให้การทำตลาดและการสื่อสารเป็นไปอย่างเฉพาะเจาะจงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้บริษัทประกันภัยสามารถปรับเปลี่ยนพอร์ตโฟลิโอของความเสี่ยงได้ดีขึ้นผ่านการเลือกกลุ่มลูกค้าที่เหมาะสม

ในระยะ 5 ปีข้างหน้า การบูรณาการระหว่างการตั้งราคา ความเสี่ยง และการตลาดจะเป็นสิ่งสำคัญมากขึ้น เช่น การนำเสนอ “dynamic contracts” หรือสัญญาที่ปรับเปลี่ยนตามพฤติกรรมและความเสี่ยงของผู้เอาประกันตั้งแต่แรกเริ่ม

Christopher จาก Allstate เสริมว่า การมีช่องทางขายที่หลากหลาย เช่น การขายผ่านออนไลน์ การโทรศัพท์ หรือผ่านตัวแทน ทำให้ต้องมี AI มาช่วยวิเคราะห์และจัดสรรลูกค้าไปยังช่องทางที่เหมาะสม พร้อมกับการเปิดเผยข้อมูลการตั้งราคาอย่างโปร่งใสแก่ลูกค้า ตั้งแต่ขั้นตอนแรก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสในการขาย

นวัตกรรมและความร่วมมือกับสตาร์ทอัพในวงการประกันภัย

เมื่อพูดถึงกลยุทธ์นวัตกรรมขององค์กรใหญ่ Marcin อธิบายว่า AXA มีแนวทางใหม่ที่เน้นการเติมเต็มช่องว่างระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีและการนำไปใช้จริง โดยการ “spin off” หรือแยกโครงการนวัตกรรมออกมาเป็นสตาร์ทอัพตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วและได้รับเงินทุนจากภายนอกได้ง่ายขึ้น แทนที่จะพัฒนาภายในองค์กรอย่างเดียวซึ่งอาจช้าเกินไปและเสียโอกาส

Christopher จาก Allstate กล่าวว่าการร่วมมือกับสตาร์ทอัพจำเป็นต้องมี use case ที่ชัดเจนและได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง พร้อมทั้งมีทีมเฉพาะที่รับผิดชอบดูแลความสำเร็จของสตาร์ทอัพเหล่านั้น เพื่อให้การทดลองและการนำไปใช้ประสบความสำเร็จจริง

ด้าน Henk จาก Font AI เล่าว่าสิ่งที่สตาร์ทอัพประสบปัญหามากที่สุดคือการเข้าถึงข้อมูลจากบริษัทประกันภัย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาระบบประเมินความเสี่ยงที่แม่นยำ การสร้างพันธมิตรกับบริษัทที่เป็นผู้ให้บริการข้อมูลในอุตสาหกรรม เช่น Verisk และ CoreLogic จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างคุณค่าและการยอมรับในตลาด

Marcin เสริมว่าการสร้างแพลตฟอร์มที่รวมข้อมูลและเชื่อมต่อกับสตาร์ทอัพหลายรายช่วยแก้ปัญหาการทำงานแยกส่วนของสตาร์ทอัพแต่ละราย และช่วยให้บริการต่าง ๆ เช่น การวิเคราะห์ความเสี่ยงและการป้องกันความเสียหายสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิผล

โอกาสสำหรับสตาร์ทอัพ: ถ้าจะเริ่มต้นใหม่ควรโฟกัสที่ไหน?

เมื่อถูกถามว่าถ้าเป็นสตาร์ทอัพใหม่จะโฟกัสที่เรื่องอะไร Marcin แนะนำให้สนใจ “การประกันภัย AI” ซึ่งหมายถึงการทำความเข้าใจและจัดการความเสี่ยงที่เกิดจาก AI เอง เช่น ความโปร่งใส ความเป็นธรรม และความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด โดยการสร้างผลิตภัณฑ์ประกันที่ตอบโจทย์ความเสี่ยงใหม่ ๆ เหล่านี้

Christopher ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ประกันภัยในปัจจุบันยังคงเป็นแค่การสัญญาว่าจะจ่ายเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ด้วยข้อมูลและ AI เราสามารถก้าวไปสู่การ “ทำนายและป้องกันความเสี่ยง” ได้ โดยการวิเคราะห์พฤติกรรมและสภาพแวดล้อมของผู้เอาประกัน เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและลดโอกาสเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ได้ ซึ่งเป็นโอกาสที่น่าตื่นเต้นสำหรับสตาร์ทอัพที่จะเข้ามาทำตลาดนี้

การเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรบุคคลและความเสี่ยงในยุค AI

เรื่องทรัพยากรบุคคลก็เป็นอีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมา โดย Marcin คาดการณ์ว่าใน 1 ปีข้างหน้า คนที่มีทักษะด้าน AI อาจไปทำงานในบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ ๆ เช่น Meta แต่ใน 5 ปีข้างหน้าคนเหล่านี้จะกลับเข้าสู่วงการประกันภัยอีกครั้ง เพราะงานด้านนี้มีความท้าทายและส่งผลกระทบต่อชีวิตจริงของผู้คนอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้เขายังมองเห็นการรวมตัวของบทบาท “นักคณิตศาสตร์ประกันภัย” (actuaries) กับ “นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล” (data scientists) ให้กลายเป็นบทบาทเดียวกันในอนาคต เพราะ AI และเครื่องมือดิจิทัลจะทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลและการประเมินความเสี่ยงซับซ้อนขึ้น แต่ก็เข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับคนทำงานในสายนี้

ส่วนเรื่องความเสี่ยง Marcin ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบความเสี่ยงในยุค AI เช่น รถยนต์อัตโนมัติที่เปลี่ยนจากความเสี่ยงแบบรายบุคคลเป็นความเสี่ยงแบบระบบ (systemic risk) หากเกิดข้อผิดพลาดในซอฟต์แวร์หรืออัลกอริทึม อาจส่งผลกระทบกว้างขวางมากกว่าที่เคยเป็นมา

Christopher ก็เสริมว่ามีกรณีฟ้องร้องบริษัทประกันภัยที่ใช้โมเดล AI ในการตรวจจับการฉ้อโกง ซึ่งพบว่ามีอคติและไม่เป็นธรรมต่อกลุ่มคนบางกลุ่ม นี่คือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากโมเดลที่ฝึกด้วยข้อมูลในอดีตและอาจสะท้อนความไม่เป็นธรรมในสังคม ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับวงการประกันภัยและ AI ในอนาคต

Henk ยังเตือนเรื่อง “ความเสี่ยงจากโมเดล” (model risk) ภายในองค์กร ที่จะซับซ้อนมากขึ้นเมื่อองค์กรใช้โมเดล AI หลายพันโมเดลและมีการเชื่อมต่อกันอย่างซับซ้อน เช่น การใช้เอเยนต์อัตโนมัติ (autonomous agents) ในการตัดสินใจ สิ่งนี้จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการความเสี่ยงของโมเดลอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่อาจส่งผลกระทบร้ายแรง

บทสรุปจากผู้เชี่ยวชาญในวงการ AI และประกันภัย

  • AI กำลังเปลี่ยนแปลงวงการประกันภัยอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านการประเมินความเสี่ยง การตั้งราคา การประมวลผลเคลม และการหาลูกค้าใหม่
  • การนำ LLMs มาใช้ในองค์กรขนาดใหญ่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูล และการใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยเหลือมากกว่าการแทนที่มนุษย์โดยตรง
  • “Computable contracts” หรือสัญญาที่แปลงเป็นรูปแบบที่ระบบคอมพิวเตอร์เข้าใจได้ เป็นแนวคิดที่น่าสนใจและช่วยลดต้นทุนได้มาก
  • การตั้งราคาจะมีความไดนามิกและแม่นยำขึ้นด้วยข้อมูลเรียลไทม์ เช่น เทเลเมติกส์ และข้อมูลดาวเทียม แต่ต้องแก้ไขปัญหาด้านการจัดการข้อมูลและป้ายกำกับข้อมูลก่อน
  • AI ช่วยให้การเคลมรวดเร็วและแม่นยำขึ้น โดยเฉพาะการระบุเคลมที่มีบาดเจ็บทางร่างกาย และลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น
  • การหาลูกค้าใหม่จะเปลี่ยนไปด้วย AI ที่ช่วยสร้างเนื้อหาส่วนตัวและปรับแต่งการตลาดให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย พร้อมกับการบูรณาการการตั้งราคาและความเสี่ยงตั้งแต่แรก
  • การร่วมมือกับสตาร์ทอัพต้องมี use case ชัดเจน และทีมภายในองค์กรที่ดูแลความสำเร็จของสตาร์ทอัพอย่างจริงจัง รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลที่เหมาะสม
  • ในอนาคต บทบาทของนักคณิตศาสตร์ประกันภัยและนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลจะรวมกัน และความเสี่ยงของโมเดล AI ภายในองค์กรจะเป็นความท้าทายใหม่ที่ต้องบริหารจัดการอย่างเข้มงวด
  • ความเสี่ยงแบบระบบ (systemic risk) ที่เกิดจาก AI เช่น รถยนต์อัตโนมัติ หรือโมเดลที่มีอคติ จะกลายเป็นความท้าทายที่วงการประกันภัยต้องรับมือ

การพูดคุยครั้งนี้เปิดเผยให้เห็นว่า AI ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือเทคโนโลยี แต่เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจประกันภัยอย่างลึกซึ้ง และยังสร้างโอกาสใหม่ ๆ ที่น่าตื่นเต้นสำหรับผู้ประกอบการและนักพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคต

เขียนโดย
Wora AI
Wora AI
Founder & Editorial Lead

ผู้ก่อตั้ง Wize และบรรณาธิการที่โฟกัสการแปลเรื่อง AI ให้กลายเป็นการตัดสินใจและ execution ที่ใช้ได้จริงในงานวันต่อวัน

อ่านต่อ

บทความที่ควรอ่านต่อ

Video Recap Radar

Qwen 3.6 คืออะไร และทำไมธุรกิจควรจับตา AI ฟรีตัวนี้

AI ที่น่าจับตาในรอบนี้ไม่ใช่แค่ model ใหม่ที่ตัวเลขใหญ่ขึ้น แต่เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าโลก AI กำลังขยับจากการแข่งขันเรื่อง “ขนาด” ไปสู่การแข่งขันเรื่อง “สถาปัตยกรรม” คลิปจากช่อง Julian Goldie SEO หยิบ Al

Video Recap Radar

AI News สัปดาห์นี้บอกชัดว่า AI กำลังจะกลายเป็นคอมของเรา

สัญญาณที่น่าสนใจที่สุดของวงการ AI ตอนนี้ ไม่ใช่แค่ model ตอบคำถามเก่งขึ้น แต่คือ AI เริ่ม “ลงมือทำงานแทน” บนคอมพิวเตอร์ได้จริงแล้ว คลิปจากช่อง Julian Goldie SEO สรุปอัปเดตหลายตัวจาก OpenAI, Anthropic,

Video Recap Ship

Google AI Studio อัปเดตใหม่ ทำให้คนทำธุรกิจสร้างงานไวขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจกับ Google AI Studio รอบนี้ ไม่ใช่แค่ว่ามัน “เก่งขึ้น” แต่คือมันลดแรงเสียดทานในการลงมือทำลงเยอะมาก จนคนที่ไม่ได้เขียนโค้ด ไม่ได้เป็นดีไซเนอร์ และไม่ได้อัดเสียงเอง ก็เริ่มสร้างของที่ใช้งา

หรือ
จดหมายข่าว

สรุป AI ส่งทางอีเมล

1,200+ builders อ่านทุกสัปดาห์ · ส่งทุกเช้า · ยกเลิกได้ทุกเมื่อ · ไม่ส่งถี่ให้รกกล่อง

สมัครรับฟรี

ข่าวสำคัญพร้อมคำอธิบายสั้น ๆ ว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับเราอย่างไร ส่งให้อ่านต่อได้ทันที

อ่านฟรี ยกเลิกได้ทุกเมื่อ