AI Updates ถ้า AI สามารถจับโกหกได้จริง โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร?
บทความบรรณาธิการ2 นาที
Editorial Brief

AI Updates ถ้า AI สามารถจับโกหกได้จริง โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร?

<user-supplied>ถ้า AI สามารถจับโกหกได้จริง โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร?</user-supplied>

29 เมษายน 2568อัปเดตล่าสุด 26 มิถุนายน 2569อ่าน 2 นาที268 คำWora AI
เหมาะกับคนที่
01

ต้องตามข่าว AI สำคัญแบบไม่เสียเวลาทั้งวัน

02

ต้องอธิบายประเด็นนี้ให้ทีมฟังแบบกระชับ

03

อยากแยกเรื่องที่ควรลงมือออกจากข่าวที่ผ่านไปเร็ว

สำหรับสมาชิก

สมาชิกได้อ่านต่อว่าเรื่องนี้ควรมองยังไง

เรื่องนี้สำคัญกับหมวด AI แค่ไหน
ควรลองตอนนี้ หรือรอดูอีกสักพัก
เรื่องนี้อาจกระทบเครื่องมือและวิธีทำงานอย่างไร
ดูสิทธิ์สมาชิก
AI Updates ถ้า AI สามารถจับโกหกได้จริง โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร?
ให้ AI ช่วยอ่านต่อ
แชร์

เปิดบทความนี้ต่อในเครื่องมือที่คุณใช้ แล้วให้ช่วยสรุปมุมที่ควรคุยกับทีม: <user-supplied>ถ้า AI สามารถจับโกหกได้จริง โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร?</user-supplied>

สารบัญ

Riccardo Loconte ได้ทดลองใช้ AI ในการจับโกหก เทียบกับความแม่นยำของมนุษย์ในการตรวจจับโกหก และโอกาสของเทคโนโลยี AI ในอนาคตที่เปลี่ยนแปลงโลกของเรา

 

การโกหกเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าเราโกหกเฉลี่ยวันละประมาณสองครั้ง แม้ว่าจะยากที่จะกำหนดตัวเลขนี้อย่างแม่นยำ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือมนุษย์ไม่เก่งในการจับโกหกเลย และนี่คือจุดเริ่มต้นของการศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้ AI ในการตรวจจับความจริงและความเท็จในคำพูดของคน

ทำไมการจับโกหกถึงสำคัญ?

การรู้ว่าคนอื่นโกหกหรือพูดความจริงมีความสำคัญในหลายบริบท ตัวอย่างแรกที่ชัดเจนคือในงานสืบสวนสอบสวนของตำรวจ เมื่อตำรวจสัมภาษณ์ผู้ต้องสงสัย ข้อมูลที่ได้รับจะนำไปสู่ขั้นตอนต่อไปของการสืบสวน ดังนั้นการรู้ว่าผู้ต้องสงสัยพูดจริงหรือโกหกจึงมีผลโดยตรงต่อความสำเร็จของคดี

นอกจากนี้ เรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุกคนด้วย เช่น ความสงสัยว่าคู่รักของเราจะนอกใจหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนอยากรู้ แต่ปัญหาคือมนุษย์เองก็ไม่เก่งในการจับโกหกเท่าไหร่

มนุษย์จับโกหกได้แค่ไหน? คำตอบอาจทำให้ผิดหวัง

งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่ามนุษย์เมื่อถูกถามให้ตัดสินว่าใครโกหกหรือไม่ โดยไม่รู้ข้อมูลบริบทหรือเกี่ยวกับคนนั้นมากนัก ผลการตัดสินของเรามักจะไม่ต่างจากการโยนเหรียญเลย คือประมาณ 50% เท่านั้น

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญ เช่น ตำรวจ นักกฎหมาย หรือแม้แต่นักจิตวิทยา ก็ไม่ได้มีความแม่นยำมากกว่าคนทั่วไปเท่าไหร่ จากการวิเคราะห์ผลการทดลอง 108 งานวิจัยในปี 2006 พบว่าคนธรรมดามีความแม่นยำประมาณ 54% ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญได้แค่ 55% เท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่ดีเลยสำหรับการตัดสินความจริงจังหรือไม่ในคำพูดของผู้อื่น

AI กับการจับโกหก: ความเป็นไปได้และข้อจำกัด

แล้วถ้าเรามี AI ที่ช่วยจับโกหกล่ะ? คำตอบคือในปัจจุบันยังไม่มี AI ที่สมบูรณ์แบบสำหรับงานนี้ แต่มีงานวิจัยที่น่าสนใจโดยทีมงานของ Riccardo Loconte ซึ่งได้ใช้เทคนิคที่เรียกว่า “fine tuning” เพื่อเทรน AI ให้จับโกหกได้ในบางบริบท

Large language models” หรือโมเดลภาษาใหญ่ คือระบบ AI ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างข้อความที่เหมือนมนุษย์พูดคุยกัน แต่อย่างไรก็ตาม การทำให้ AI เหล่านี้มีความเชี่ยวชาญในงานเฉพาะ เช่น การจับโกหก ต้องใช้การเทรนเพิ่มเติมที่เจาะจงกว่าการเรียนรู้ทั่วไปเหมือนนักเรียนที่เรียนจบปริญญาตรีแล้วต้องไปเรียนต่อเฉพาะทาง

การเทรน AI ด้วยชุดข้อมูล (Datasets)

การเทรน AI จำเป็นต้องใช้ชุดข้อมูลที่มีทั้งข้อความจริงและข้อความที่โกหก เพื่อให้ AI เรียนรู้ความแตกต่าง อย่างในงานวิจัยนี้ใช้ชุดข้อมูลสามชุดหลัก ได้แก่ ข้อความเกี่ยวกับความคิดเห็นส่วนตัว, ความทรงจำในอดีต และเจตนาในอนาคต

ตัวอย่างเช่น ในชุดข้อมูลเกี่ยวกับความทรงจำในอดีต ผู้เข้าร่วมจะถูกขอให้เล่าประสบการณ์วันหยุดที่ผ่านมาอย่างจริงใจ หรือในเงื่อนไขโกหกจะถูกขอให้แต่งเรื่องขึ้นมาและพยายามโน้มน้าวให้คนอื่นเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง เช่น บอกว่าตนเคยไปเที่ยวเวียดนาม ทั้งที่จริงๆ ไม่เคยไป

ขั้นตอนการทดสอบ AI

หลังจากเทรน AI ด้วยชุดข้อมูลเหล่านี้แล้ว จะมีการทดสอบ AI ด้วยชุดข้อมูลที่ AI ไม่เคยเห็นมาก่อน เพื่อดูว่า AI สามารถแยกแยะความจริงและโกหกได้ดีแค่ไหน เหมือนการสอบปลายภาคของนักเรียนที่ต้องทำข้อสอบใหม่โดยไม่เคยเห็นข้อสอบนี้มาก่อน

ในงานวิจัยนี้ใช้โมเดลที่ชื่อว่า FLAN-T5 (หรือเรียกเล่นๆ ว่า “Flanny”) ซึ่งเป็นโมเดลภาษาใหญ่ที่พัฒนาโดย Google

ผลการทดลองที่น่าสนใจ

งานวิจัยแบ่งเป็น 3 การทดลองหลัก:

  1. เทรน AI กับชุดข้อมูลแต่ละชุดแยกกัน
  2. เทรน AI กับสองชุดข้อมูลพร้อมกัน แล้วทดสอบกับชุดที่เหลืออีกชุด
  3. เทรน AI กับชุดข้อมูลทั้งหมดรวมกัน

ผลลัพธ์พบว่า ในการทดลองแรกและสาม โมเดล FLAN-T5 สามารถจับโกหกได้แม่นยำถึง 70-80% ซึ่งดีกว่ามนุษย์อย่างชัดเจน

แต่ในการทดลองที่สอง โมเดลทำได้แค่ประมาณ 50% เท่านั้น ซึ่งเท่ากับการเดาแบบสุ่ม นี่แสดงให้เห็นว่า AI ยังมีปัญหาในการนำความรู้ที่เรียนจากบริบทหนึ่งไปใช้กับอีกบริบทหนึ่ง เพราะการโกหกนั้นมีลักษณะขึ้นอยู่กับบริบทและสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

โอกาสและความท้าทายในอนาคต

ผลการทดลองชี้ให้เห็นว่า AI สามารถช่วยตรวจจับโกหกได้ดีในบริบทที่ได้รับการเทรนมาดีพอ แต่ยังต้องการการพัฒนาและทดสอบเพิ่มเติมก่อนจะนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน

ลองจินตนาการถึงโลกที่เทคโนโลยีตรวจจับโกหกด้วย AI ถูกนำมาใช้ในหลายด้าน เช่น

  • ความมั่นคงของชาติ ที่สามารถตรวจสอบความตั้งใจของผู้คนก่อนข้ามพรมแดนหรือขึ้นเครื่องบิน
  • การเมือง ที่ช่วยให้สามารถแยกแยะว่าผู้พูดจริงใจหรือแค่พูดเพื่อผลประโยชน์
  • การสรรหาบุคลากร ที่ช่วยให้บริษัทเลือกคนที่มีความตั้งใจจริง ไม่ใช่แค่พูดเก่งเพื่อได้งาน
  • โซเชียลมีเดีย ที่ช่วยป้องกันการหลอกลวงและข่าวปลอม

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้ยังมีความเสี่ยง หากผู้คนเชื่อ AI อย่างไม่ตั้งคำถาม อาจทำให้เกิดการกล่าวหากันโดยไม่มีมูล และทำลายความไว้วางใจในสังคม เพราะการพึ่งพา AI มากเกินไปอาจทำให้มนุษย์ละเลยการคิดวิเคราะห์และตัดสินใจด้วยตนเอง

ความสำคัญของความโปร่งใสและการตีความผล AI

สิ่งที่ผู้วิจัยเน้นคือ AI ควรไม่ใช่แค่บอกว่าใครโกหกหรือไม่ แต่ควรอธิบายเหตุผลและหลักฐานที่ทำให้ AI ตัดสินใจเช่นนั้น เหมือนกับรีวิวร้านอาหารที่ไม่ใช่แค่ให้ดาว แต่ยังมีรีวิวบอกว่าจุดเด่นและจุดด้อยของร้านคืออะไร เพื่อให้ผู้ใช้สามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้

โลกอนาคตที่น่าจะเป็นคือโลกที่ AI เป็นเครื่องมือเสริมสร้างความเข้าใจและช่วยให้มนุษย์ตัดสินใจได้ดีขึ้น ไม่ใช่เป็นผู้ตัดสินแทนมนุษย์อย่างสิ้นเชิง

ศัพท์เทคนิคที่ควรรู้

  • Large Language Models (โมเดลภาษาใหญ่): ระบบ AI ที่ถูกเทรนด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างข้อความในรูปแบบที่เหมือนมนุษย์พูด
  • Fine Tuning (การเทรนเฉพาะทาง): การฝึก AI เพิ่มเติมเพื่อทำงานเฉพาะด้าน โดยใช้ชุดข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง
  • Dataset (ชุดข้อมูล): ข้อมูลที่ใช้ในการเทรน AI โดยประกอบด้วยตัวอย่างข้อมูลจริงและข้อมูลปลอม (โกหก) เพื่อสอน AI ให้รู้จักแยกแยะ

บทสรุปจาก Insiderly

การใช้ AI ในการตรวจจับความจริงและความเท็จเป็นการก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้นและมีศักยภาพสูง ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า AI สามารถทำงานนี้ได้ดีกว่ามนุษย์ในบางบริบท แต่ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการปรับใช้ข้ามบริบทที่แตกต่างกัน

ความท้าทายที่สำคัญคือการรักษาสมดุลระหว่างการใช้ AI เพื่อช่วยในการตัดสินใจและการรักษาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของมนุษย์ ไม่ควรปล่อยให้ AI กลายเป็นผู้ตัดสินแทนทั้งหมด เพราะนั่นอาจนำไปสู่ความเสี่ยงของการสูญเสียความไว้วางใจและการพึ่งพาเทคโนโลยีอย่างไม่ลึกซึ้ง

ดังนั้นอนาคตของ AI ในการตรวจจับโกหกจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของการพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองและกับเทคโนโลยี

การพัฒนา AI ที่โปร่งใส อธิบายเหตุผลได้ และยังคงส่งเสริมให้ผู้ใช้คิดวิเคราะห์เองได้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เทคโนโลยีนี้เป็นประโยชน์จริงในสังคม

เขียนโดย
Wora AI
Wora AI
Founder & Editorial Lead

ผู้ก่อตั้ง Wize และบรรณาธิการที่โฟกัสการแปลเรื่อง AI ให้กลายเป็นการตัดสินใจและ execution ที่ใช้ได้จริงในงานวันต่อวัน

อ่านต่อ

บทความที่ควรอ่านต่อ

หรือ
§ 05 · จดหมายข่าว

สรุป AI ส่งทางอีเมล

1,200+ builders อ่านทุกสัปดาห์ · ส่งทุกเช้า · ยกเลิกได้ทุกเมื่อ · ไม่ส่งถี่ให้รกกล่อง

สมัครรับฟรี

ข่าวสำคัญพร้อมคำอธิบายสั้น ๆ ว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับเราอย่างไร ส่งให้อ่านต่อได้ทันที

อ่านฟรียกเลิกได้ทุกเมื่อ