Skip to content

Anthropic ชนะด้าน Adoption: ธุรกิจไทยควรใช้ AI และจัดการการผูกติด Platform ยังไง

Anthropic แซง OpenAI แล้ว ธุรกิจควรใช้ AI ช่วงนี้ยังไง

Anthropic ชนะด้าน Adoption: ธุรกิจไทยควรใช้ AI และจัดการการผูกติด Platform ยังไง
เผยแพร่:
สรุปจากคลิป ดูคลิปต้นฉบับ

Anthropic แซง OpenAI แล้ว ธุรกิจควรใช้ AI ช่วงนี้ยังไง

video thumbnail for

เมื่อ Anthropic แซง OpenAI ในตัวเลขการใช้งานฝั่งธุรกิจเป็นครั้งแรก สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ใครนำใครตาม แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นถัดมาแทบจะทันที ทั้งสองฝั่งเริ่มออกโปรและเพิ่มสิทธิ์ใช้งานราวกับกำลังแย่งกัน “ยึดพื้นที่” ในตลาด AI coding tools แบบเปิดหน้า

ประเด็นนี้ถูกหยิบมาวิเคราะห์ได้คมมากในคลิปของ Nate Herk | AI Automation ซึ่งไม่ได้มองแค่เรื่องการแข่งขันของ Claude Code กับ Codex แต่ชวนคิดต่อว่า เราอาจกำลังอยู่ในช่วง free sample phase หรือช่วงแจกของให้ติดก่อน แล้วค่อยว่ากันเรื่องราคาในอีก 6-12 เดือน สำหรับเจ้าของธุรกิจและคนทำงานไทย นี่ไม่ใช่ข่าววงการ developer อย่างเดียว แต่เป็นสัญญาณสำคัญว่าเราควรใช้ AI ยังไงให้คุ้ม โดยไม่เผลอผูกชะตาธุรกิจไว้กับ platform เดียว

สารบัญ

Step 1: มองให้ออกว่าข่าว “Anthropic แซง OpenAI” บอกอะไรจริงๆ

จุดตั้งต้นของเรื่องนี้มาจากข้อมูลการใช้งานในภาคธุรกิจที่ระบุว่า Anthropic ขึ้นมาเป็นผู้นำการยอมรับใช้งานในเดือนเมษายน โดยมีสัดส่วน 34.4% ส่วน OpenAI อยู่ที่ 32.3% ตัวเลขนี้สำคัญ เพราะตลอดช่วงก่อนหน้านั้น OpenAI เป็นฝ่ายนำมาโดยตลอด

กราฟเปรียบเทียบ adoption ของ Anthropic กับ OpenAI (Ramp AI Index)

แต่สิ่งที่ควรแยกให้ออกคือ “adoption” ไม่เท่ากับ “ดีที่สุด” มันสะท้อนว่ามีองค์กรจำนวนมากเลือกใช้ ไม่ได้แปลว่า model ตัวนั้นเก่งสุด เสถียรสุด หรือคุ้มสุดในทุกงาน

สำหรับธุรกิจไทย นี่คือบทเรียนข้อแรกเลยว่า เวลาเลือก AI อย่าดูแค่กระแสหรืออันดับการใช้งานอย่างเดียว ควรถามเพิ่มอีก 3 เรื่อง

หลายองค์กรชอบถามว่า “ตอนนี้ควรเลือก OpenAI หรือ Anthropic?” แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ “งานแบบไหนควรใช้เครื่องมือไหน” เพราะตลาด AI ตอนนี้ยังแกว่งเร็วมาก การยึดติดกับชื่อแบรนด์เดียวอาจทำให้ตัดสินใจช้าและเสียโอกาส

Step 2: เข้าใจเกมที่แท้จริงของโปรโมชันฟรีและการเพิ่มสิทธิ์ใช้งาน

หลังข่าวตัวเลข adoption ออกมาไม่นาน Sam Altman ก็โพสต์ว่า Codex เปิดให้บริษัทที่อยากย้ายจาก Claude Code ได้ลองใช้ฟรีช่วงหนึ่ง ขณะที่ Claude Code ก็ตอบโต้ด้วยการเพิ่ม weekly limits อีก 50% ไปจนถึงกลางเดือนกรกฎาคม

ภาพหน้าจอประกาศ Claude Code weekly limits เพิ่ม 50% ถึงวันที่ 13 กรกฎาคมบน X

ภาพที่เกิดขึ้นชัดมาก ทั้งสองเจ้ากำลังลดแรงเสียดทานในการทดลองใช้ เพื่อให้ทีมต่างๆ ย้าย ลอง เปรียบเทียบ และที่สำคัญคือ ติดนิสัยการใช้งาน

นี่เป็นรูปแบบที่เจอได้บ่อยในธุรกิจเทคโนโลยี

ถ้ามองในมุมธุรกิจไทย มันคล้ายกับการสมัคร SaaS ช่วงโปรเปิดตัว ใช้ไปใช้มาแล้วทั้งทีมเก็บข้อมูล ทำ template ฝึก prompt เชื่อมงานกับระบบอื่นหมด สุดท้ายต่อให้ราคาขึ้นก็ย้ายยาก เพราะไม่ได้เสียแค่ค่าสมาชิก แต่เสียเวลา เสียความต่อเนื่อง และเสียความมั่นใจของทีมด้วย

ดังนั้น โปรโมชันตอนนี้ไม่ใช่แค่ “ส่วนลด” แต่มันคือการซื้อเวลาจากเรา ให้เราเอากระบวนการทำงานไปผูกกับเครื่องมือของเขา

Step 3: ยอมรับความจริงว่าเงินค่าสมาชิกอาจไม่ใช่สิ่งที่บริษัท AI ต้องการที่สุด

หนึ่งในประเด็นที่น่าคิดที่สุดคือแนวคิดว่า ผู้ใช้อาจไม่ใช่ลูกค้าตัวจริง แต่เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญ ฟังดูแรง แต่ถ้ามองตามเศรษฐศาสตร์ของ AI ก็มีเหตุผลรองรับอยู่พอสมควร

บริการแบบ subscription รายเดือนหลายตัวให้ปริมาณการใช้งานที่คุ้มมาก เมื่อเทียบกับต้นทุน compute ที่ผู้ให้บริการต้องแบก ถ้าเอาการใช้งานแบบหนักๆ ไปคิดราคาเป็น API ตรงๆ บางกรณีค่าใช้จ่ายอาจสูงกว่าค่าสมาชิกหลายเท่า

นั่นแปลว่าในช่วงนี้ บริษัท AI อาจยอมขาดทุนหรือกำไรน้อย เพื่อแลกกับสองอย่าง

  1. Adoption หรือการครองฐานผู้ใช้
  2. Data หรือข้อมูลการใช้งานจริง
สไลด์ You’re not the customer. You are the training data พร้อมกราฟ/ตัวเลขต้นทุนและการใช้งาน AI

ข้อมูลที่ได้ไม่ได้มีค่าแค่จำนวนคำสั่ง แต่รวมถึงรูปแบบการถาม งานประเภทที่คนต้องการให้ AI ทำ จุดที่ model ตอบไม่ดี และพฤติกรรมการใช้งานซ้ำๆ ทั้งหมดนี้ช่วยให้บริษัทปรับ model, UX, pricing และ product roadmap ได้เร็วขึ้น

ในมุมของเจ้าของธุรกิจไทย เรื่องนี้แปลว่าอะไร

แปลว่าเราไม่ควรมองค่าสมาชิก 200 ดอลลาร์ต่อเดือนแล้วคิดว่า “แพง” หรือ “ถูก” แบบผิวเผิน แต่ควรถามว่า ณ ราคานี้ เรากำลังได้สิทธิ์ทดลองใช้พลังของ AI ในราคาต่ำกว่าราคาที่อาจเป็นจริงในอีก 6-12 เดือนหรือเปล่า ถ้าใช่ ช่วงเวลานี้ก็คือช่วงเก็บเกี่ยว productivity ให้มากที่สุด

แต่ก็ต้องมีสติว่า ข้อมูลที่ป้อนเข้าไปในระบบมีความละเอียดอ่อนแค่ไหน และเงื่อนไขการใช้งานของแต่ละเจ้าให้สิทธิ์กับข้อมูลเราอย่างไรบ้าง ควรอ้างอิงนโยบายจากหน้าเอกสารของผู้ให้บริการโดยตรง เช่น Anthropic Commercial Terms และ OpenAI Business Terms

Step 4: อย่าหลงคิดว่าตลาดนี้จะถูกแบบนี้ตลอดไป

ในคลิปมีการโยงให้เห็น pattern ของธุรกิจเทคหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาออนไลน์ บริการส่งอาหาร สตรีมมิง หรือ cloud infrastructure ที่มักผ่านวงจรคล้ายกัน

สไลด์สรุปว่า every subsidy era runs the same four phases พร้อมตัวอย่างตัวเลขด้านการตลาดและราคา

มุมนี้น่าสนใจ แต่ก็ควรมีข้อระวังด้วย เพราะ AI อาจไม่เดินตามแพตเทิร์นเดิมทั้งหมด เนื่องจาก open-source model กำลังดีขึ้น และ model ขนาดเล็กก็รันได้ถูกลงเรื่อยๆ นั่นหมายความว่า pricing power ของผู้เล่นรายใหญ่ไม่ได้แข็งแรงแบบผูกขาดเต็มตัว

พูดง่ายๆ คือ ราคาของ closed-source AI อาจขึ้นได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะขึ้นแบบไร้คู่แข่ง เพราะยังมีแรงกดจาก open source, ผู้ให้บริการรายใหม่ และต้นทุนฮาร์ดแวร์ที่เปลี่ยนตลอดเวลา

ดังนั้น มุมมองที่สมเหตุสมผลที่สุดไม่ใช่ “เดี๋ยวทุกอย่างจะแพงแน่” แต่คือ ตอนนี้น่าจะเป็นช่วงที่ความคุ้มค่าสูงมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับ ธุรกิจที่เข้าใจจังหวะนี้จะใช้มันเพื่อเร่งเรียนรู้ สร้าง workflow และวัดผลให้ทัน ก่อนที่สมการราคาอาจเปลี่ยน

Step 5: ใช้ AI ให้หนัก แต่ห้ามสร้างธุรกิจที่ย้ายออกจากเครื่องมือไม่ได้

นี่คือส่วนที่เจ้าของธุรกิจควรหยิบไปใช้มากที่สุด ไม่ว่าจะวันนี้ทีมจะชอบ Claude, Codex หรือ tool ไหนก็ตาม เป้าหมายไม่ควรเป็นการ “เลือกผู้ชนะ” ให้เร็วที่สุด แต่ควรเป็นการ สร้างระบบงานที่ย้าย model ได้

ถ้าวันหนึ่งราคาเปลี่ยน ระบบล่มบ่อย หรือเงื่อนไขไม่ตอบโจทย์ เราควรย้าย workflow ภายในเวลาไม่นาน ไม่ใช่เริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด

สำหรับธุรกิจไทย แนวคิดนี้เอาไปใช้ได้จริงมาก โดยเฉพาะกับงานต่อไปนี้

วิธีทำให้ย้ายได้ ไม่ได้ซับซ้อนเสมอไป หลักง่ายๆ คือแยก “ความรู้ของทีม” ออกจาก “ตัว platform” เช่น

  1. เก็บ prompt สำคัญไว้ในเอกสารกลาง ไม่ฝังอยู่ในแชตเดียว
  2. ทำ template งานเป็นมาตรฐาน เช่น prompt สำหรับสรุปประชุม หรือเขียนโพสต์ขาย
  3. เก็บ source data ไว้ฝั่งองค์กรเอง เช่น FAQ, รายละเอียดสินค้า, ข้อมูลบริการ
  4. ทดลองอย่างน้อย 2 เครื่องมือกับงานสำคัญ เพื่อรู้ทางหนีทีไล่
สไลด์ปิดท้ายเกี่ยวกับราคา AI: You’re not paying $200 for AI แต่จ่ายสำหรับการยกเว้นราคาจริง 12–24 เดือน

ตัวอย่างที่เห็นภาพในธุรกิจไทย เช่น บริษัททัวร์ที่ใช้ AI ช่วยตอบแชตและทำ itinerary ถ้าทุกอย่างถูกสร้างอยู่ใน platform เดียว วันหนึ่งค่าบริการขึ้นแรงหรือใช้งานสะดุด ทีมจะกระทบทันที แต่ถ้าองค์กรเก็บฐานข้อมูลโรงแรม โปรแกรมทัวร์ คำถามที่พบบ่อย และ prompt โครงสร้างคำตอบไว้เอง ก็สามารถย้ายไป model อื่นได้ง่ายกว่ามาก

Step 6: ประเมินความเสี่ยงของการเสพติด AI ให้เป็นเรื่องบริหาร ไม่ใช่เรื่องเทคนิค

อีกประเด็นที่คลิปพูดแล้วตรงมากคือ หลายคนเริ่มรู้สึกว่า ถ้า AI ล่มหรือ API มีปัญหา งานแทบเดินต่อไม่ได้ ความรู้สึกนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเมื่อ productivity กระโดดขึ้นมาก เราก็เผลอจัดทีมและเดดไลน์ใหม่ตามเครื่องมือทันที

สำหรับคนทำธุรกิจ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะถ้าทีมขาย ทีมการตลาด หรือทีมปฏิบัติการพึ่ง AI มากขึ้น เราต้องเริ่มมีแผนสำรองแบบเดียวกับที่เคยมีให้ระบบบัญชีหรือระบบแชตลูกค้า

สิ่งที่ควรคิดเพิ่มคือ

ประเด็นนี้ทำให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นแค่ “เครื่องมือช่วยงาน” อีกต่อไป แต่เริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการทำงาน หากไม่ออกแบบดี ตั้งแต่วันนี้ พอถึงวันที่ราคารีเซ็ตหรือเงื่อนไขเปลี่ยน เราจะเสียเปรียบมาก

Step 7: สรุปมุมมองที่ใช้ได้จริงกับธุรกิจไทย

ถ้าสรุปทั้งหมดให้อยู่ในประโยคเดียว ช่วงนี้คือช่วงที่ควร ใช้ AI ให้คุ้มที่สุด แต่ต้องไม่ฝากระยะถัดไปธุรกิจไว้กับบริษัทเดียว

มุมนี้เห็นด้วยกับแกนหลักของคลิปค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเรื่องการสร้างนิสัยการใช้งานและการเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงราคา แต่ก็ไม่ควรมองแบบสุดโต่งว่าผู้ให้บริการจะขึ้นราคาจนรับไม่ไหวแน่ๆ เพราะตลาดยังแข่งขันหนัก และ open source ยังเป็นตัวแปรสำคัญ

สิ่งที่ควรทำจึงไม่ใช่ตื่นตระหนก แต่คือใช้ช่วงแข่งขันกันดุเดือดนี้เป็นโอกาส สะสมความรู้ สร้างระบบงาน และหาว่า AI ช่วยธุรกิจของเรา “ตรงจุดไหน” มากกว่าหลงไปกับคำถามว่าแบรนด์ไหนชนะสงคราม

Actionable Insights

Troubleshooting

ปัญหา: ทีมเริ่มพึ่ง AI มากจนพองานล่มแล้วทำงานต่อไม่ได้

สาเหตุ: ไม่มี workflow สำรอง และไม่ได้เก็บ template งานไว้นอก platform

วิธีแก้: ทำคู่มือ manual สำหรับงานสำคัญ เก็บ prompt กลาง และเตรียม tool สำรองไว้อย่างน้อย 1 ตัว

ปัญหา: ใช้ AI เยอะ แต่ไม่แน่ใจว่าคุ้มเงินจริงหรือไม่

สาเหตุ: วัดแค่ค่าสมาชิก ไม่ได้วัดเวลาที่ประหยัดหรือรายได้ที่เพิ่มขึ้น

วิธีแก้: เลือก 3 งานหลักของทีม แล้วบันทึกก่อนและหลังใช้ AI ว่าประหยัดเวลากี่ชั่วโมง ลดต้นทุนคนได้แค่ไหน

ปัญหา: เปลี่ยน platform แล้วต้องเริ่มใหม่เกือบหมด

สาเหตุ: prompt, ไฟล์อ้างอิง และความรู้การใช้งานกระจายอยู่ตามบัญชีส่วนตัว

วิธีแก้: รวม prompt, SOP และข้อมูลอ้างอิงไว้ในที่เดียว เช่น Google Drive หรือ Notion ขององค์กร

ปัญหา: ทีมสับสนว่าจะเลือก Claude หรือ OpenAI ดี

สาเหตุ: โฟกัสที่ชื่อแบรนด์มากกว่างานจริงที่ต้องทำ

วิธีแก้: แบ่ง use case เป็นหมวด เช่น เขียน สรุป วิเคราะห์ ตอบลูกค้า แล้วค่อยเทียบผลลัพธ์ตามหมวด

ปัญหา: กังวลเรื่องข้อมูลธุรกิจไหลออกไปกับการใช้งาน AI

สาเหตุ: ไม่ได้แยกข้อมูลลับออกจากข้อมูลที่ใช้ทดลอง และไม่ได้อ่านเงื่อนไขบริการ

วิธีแก้: กำหนดระดับความลับของข้อมูลก่อนใช้งาน ใช้ข้อมูลจำลองกับงานทดลอง และเช็ก policy ของผู้ให้บริการทุกครั้ง

การต่อยอด

สรุป Checklist ทั้งหมด

ข่าวที่ Anthropic แซง OpenAI อาจดูเหมือนเรื่องการแข่งขันของบริษัทเทค แต่สำหรับคนทำงานและเจ้าของธุรกิจ มันส่งสัญญาณชัดว่า ตลาด AI ยังอยู่ในช่วงแย่งผู้ใช้ และช่วงนี้เองที่มักให้ความคุ้มค่าสูงที่สุด ถ้าเราใช้จังหวะนี้อย่างฉลาด เราจะได้ทั้ง productivity, ความรู้ และระบบงานที่พร้อมย้ายได้เสมอ ไม่ว่าจะสุดท้ายใครจะชนะในเกมนี้ก็ตาม

Insiderly

บทความจากกองบรรณาธิการ Insiderly

อ่านบทความทั้งหมด

More in ธุรกิจและการแข่งขัน

See all

บทความอื่นจาก Insiderly

See all

Decisions API: เมื่อ AI เลือกได้เร็ว ธุรกิจควรเริ่มใช้ตรงไหน

/